ผู้เขียน: admin

  • เปรียบเทียบระหว่างตู้กันชื้น กับการเก็บเลนส์ในกระเป๋ากล้อง

    เปรียบเทียบระหว่างตู้กันชื้น กับการเก็บเลนส์ในกระเป๋ากล้อง

    เปรียบเทียบระหว่างตู้กันชื้น กับการเก็บเลนส์ในกระเป๋ากล้อง การเก็บรักษากล้องและเลนส์เพื่อให้ใช้งานได้ดีอยู่เสมอ เป็นความจำเป็นที่ต้องศึกษาและหาวิธีที่ดีที่สุด ปลอดภัยที่สุด และลงทุนคุ้มค่าที่สุด เพราะอุปกรณ์กล้องและเลนส์เป็นอุปกรณ์ที่ค่อนข้างมีราคา จึงต้องมีการเก็บรักษาและดูแลเพื่อให้ใช้งานได้ดีและได้นานที่สุด ลองมาเปรียบเทียบระหว่างตู้กันชื้น กับการเก็บเลนส์ในกระเป๋ากล้อง ว่ามีข้อดีของเสียต่างกันอย่างไรบ้าง

    ิBAG

    Dry-cabinet_5

    เปรียบเทียบระหว่างตู้กันชื้น กับการเก็บเลนส์ในกระเป๋ากล้อง

    ความสามารถในการป้องกันฝุ่นละออง
    ปัญหาทั่วไปของการเก็บรักษากล้องคือฝุ่นที่อยู่ในอากาศ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นห้องที่ทำความสะอาดเป็นประจำก็ตาม ฝุ่นก็ยังคงเกาะได้บนพื้นผิวของกล้องและเลนส์ได้ ซึ่งการเก็บกล้องและเลนส์ไว้ในกระเป๋ากล้อง จึงช่วยเก็บรักษากล้องให้พ้นจากฝุ่นได้ดีเพียงระดับหนึ่ง

    ตู้กันชื้น เป็นตู้ที่เป็นระบบปิด ควบคุมประมาณความชื้น โดยก่อนที่จะเก็บกล้องและเลนส์ใส่ตู้ ปัดฝุ่น ทำความสะอาด วางไว้ในตู้ ก็เป็นการป้องกันฝุ่นละอองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    camera-and-photography_7

    การควบคุมความชื้นในบรรยากาศ
    กระเป๋ากล้องมักจะเป็นวัสดุที่มีการบุให้นุ่ม หนา มีฟองน้ำเพื่อช่วยลดการกระแทกระหว่างการขนย้าย ซึ่งจุดนี้เอง วัสดุที่ใช้เหล่านี้ จะไวต่อการเก็บและดูดซับความชื้น และถึงแม้ช่างภาพมือใหม่หลายคนเลือกที่จะใส่สารดูดความชื้นเพื่อช่วยลดความชื้นก็ตาม

    Dry-cabinet_9

    แต่ความชื้นจะมีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ทั้งจากในบรรยากาศ และจากตัวผู้ใช้ เช่นเหงื่อที่เกิดจากการจับ ถือ โดยเฉพาะสายคล้องคอ จึงเป็นเรื่องยากที่จะควบคุมความชื้น และป้องกันกล้องและเลนส์ให้พ้นจากความชื้นและการติดเชื้อราได้

    ตู้กันชื้นมีคุณสมบัติในการควบคุมให้ความชื้นอยู่ในระดับที่เหมาะสม และควบคุมให้มีระดับความชื้นคงที่ โดยเมื่อมีความชื้นที่เพิ่มจากค่าที่ตั้งไว้ ก็จะมีระบบควบคุมเพื่อกำจัดความชื้นออกได้อัตโนมัติ จึงมั่นใจได้ว่ากล้องจะถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี ลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาจากเชื้อรา

    cleaning-set

    อากาศแห้งไม่ใช้ทางออก
    การประยุกต์สร้างตู้กันชื้นเองด้วยการใส่สารกันชื้น เพื่อลดความชื้น สามารถกันความชื้นได้แต่เมื่อเวลาผ่านไป สารดูดความชื้นจะเก็บสะสมความชื้นไว้มากเกินไป ก็อาจจะทำให้ตู้เก็บความชื้น มีความชื้นสูงเกินไปด้วยเช่นกัน ที่สำคัญตู้ที่แห้งไม่มีความชื้นเลย กลับส่งผลเสียต่ออุปกรณ์บางอย่าง โดยเฉพาะแถบยาง ที่จะแห้งแตกและเสื่อมสภาพได้ง่ายและเร็วขึ้น

    Dry-cabinet_17

    ความสะดวกในการใช้งาน
    กระเป๋ากล้องและเลนส์มีการแบ่งสัดส่วนในการจัดเก็บไว้อย่างดี กระเป๋ากล้องจึงอำนวยความสะดวกด้านความคล่องตัวและความปลอดภัย โดยจุดประสงค์ของกระเป๋ากล้อง คือความสะดวกในการใช้งานเมื่อต้องเคลื่อนย้าย เดินทาง ไม่ใช่เพื่อการเก็บรักษาโดยตรงและไม่ใช่เพื่อการเก็บกล้องและเลนส์ในระยะเวลานาน อีกทั้งการใช้งานในสตูดิโอที่ต้องมีการหยิบจับใช้งานอย่างสม่ำเสมอ

    silica-gel

    สำหรับการหยิบขึ้นมาจากกระเป๋ากล้องอาจจะไม่สะดวกมากนัก เมื่อเทียบกับการวางกล้องและเลนส์ไว้ในตู้กันชื้นที่สามารถเก็บไว้เป็นหมวดหมู่ และเห็นได้ชัดเจน หยิบใช้งานได้อย่างง่ายดาย ทั้งยังสามารถใช้เป็นตู้โชว์ที่สามารถใช้ตกแต่งห้องได้อีกด้วย

  • รีวิว Lensgo 518C ไมค์ไร้สายสำหรับ iPhone & Android พร้อมกล่องชาร์จในตัว

    รีวิว Lensgo 518C ไมค์ไร้สายสำหรับ iPhone & Android พร้อมกล่องชาร์จในตัว

    Lensgo 518C ไมค์ไร้สายสำหรับ iPhone & Android พร้อมกล่องชาร์จในตัว ซึ่งทาง Lensgo ได้ตั้งใจออกแบบไมโครโฟนรุ่นนี้ให้ใช้งานได้ง่ายสำหรับ Creator ทุกแนว สีสันน่ารัก ขนาดเล็ก พกพาสะดวก ใช้งานได้ต่อเนื่องถึง 9 ชั่วโมง และส่งสัญญาณไกล 100 เมตร

    จุดเด่นที่น่าสนใจ

    • ไมโครโฟนให้เสียงที่ดี คมชัด ระยะการส่งสัญญาณเสถียร 100 เมตร
    • การออกแบบน่าใช้งาน ดูไม่น่ากลัว ขนาดเล็ก พกพาสะดวก
    • มีโหมดลดเสียงรบกวน และเสียงสะท้อน ทำให้เสียงพูดคมชัดขึ้น
    • กล่องชาร์จแบบพกพา และใช้ชาร์จแบตเตอรี่อุปกรณ์พร้อมกันได้ทั้งหมด ทำให้ทำงานได้สะดวกขึ้น
    • มีไมโครโฟนส่งสัญญาณ 2 ตัว ใช้งานด้านคอนเทนต์ได้ทุกแบบ สัมภาษณ์ ทำ Vlog และการทำ LiveStream
    • เคสเปลี่ยนสี ให้ดีไซน์ที่สวย ช่วยให้งานวิดีโอดูดี น่ารักมากขึ้น
    • ทำงานต่อเนื่อง 9 ชั่วโมง รองรับการถ่ายวิดีโอตลอดทั้งวัน
    • ใช้งานได้สำหรับ iPhone และ Android (เลือกซื้อชุดหัวต่อให้ตรงรุ่น)

    ไมโครโฟนให้เสียงที่ดี คมชัด ระยะการส่งสัญญาณเสถียร 100 เมตร
    Lensgo 518C ออกแบบให้สามารถใช้งานได้ง่าย พกพาสะดวก ขนาดเล็ก ซึ่งจุดเด่นของรุ่นนี้คือเป็นไมโครโฟนในตัวที่สามารถส่งสัญญาณได้ไกลสูงสุดถึง 100 เมตร ซึ่งเพียงพอต่อการทำงานด้าน Content Creator ในปัจจุบัน

    dual-transimtter

    การออกแบบด้านการใช้งานนั้นสะดวก เน้นความน่ารักและเป็นมิตรต่อผู้ใช้ ช่วยให้วิดีโอคอนเทนต์ดูไม่จริงจังเกินไปอีกด้วย

    มีโหมดลดเสียงรบกวน และเสียงสะท้อน ทำให้เสียงพูดคมชัดขึ้น
    ความน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของ Lensgo 518C ก็คือมีโหมดพิเศษในการลดเสียงรบกวน และเสียงสะท้อน เสียงก้อง ช่วยให้เสียงพูดนั้นมีความชัดเจนขึ้น ซึ่งโหมดนี้ดีมากถ้าหากห้องใครมีขนาดเล็กและอาจจะมีเสียงสะท้อนซ่อนอยู่ Lensgo 518C ก็ช่วยให้การทำงานเกี่ยวกับเสียงนั้นง่ายขึ้น

    noise reduce

    มีกล่องชาร์จแบบพกพา ช่วยให้ทำงานได้สะดวก
    Lensgo 518C นั้นจะมาพร้อมกล่องพกพาแบบเป็นที่ชาร์จในตัว ทำให้เวลาเก็บอุปกรณ์เข้ากล่องก็ง่าย เสียบสายก็ชาร์จแบตเตอรี่ได้เลยทันที
    charging box
    หัวต่อตรงสำหรับ iPhone และ Android (USB-C)
    จุดเด่นสำหรับสมาร์ทโฟนในปัจจุบันเลยคือ ต้องต่อแล้วใช้ได้เลยโดยที่ไม่ต้องพ่วงอุปกรณ์ให้เยอะแยะ ซึ่ง Lensgo 518C นั้นจะออกแบบให้เป็นหัวตรงสำหรับมือถือที่เราใช้เลย เพียงแค่ต่อเข้ากับมือถือก็พร้อมใช้งาน
    what is in box
    ใช้งานต่อเนื่องได้ถึง 9 ชั่วโมง รองรับการทำงาน Content ตลอดทั้งวัน
    Lensgo 518C นั้นสามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่องทั้งวัน รองรับการทำงานตลอดเหมาะกับคนที่อยากได้จะไมโครโฟนที่พร้อมใช้งานอย่างหนัก ซึ่งรุ่นนี้สามารถทำงานทั้งวันได้สบาย
    Long Life battery
    เปลี่ยนสีได้ตามต้องการ เพื่อให้คอนเทนต์ของเราดูน่ารักขึ้น
    Lensgo 518C ออกแบบให้เปลี่ยนเคส Silicone Case สำหรับการทำงาน ช่วยให้คอนเทนต์ของเราดูน่ารักขึ้น น่าใช้งาน เหมาะกับการทำงานคอนเทนต์น่ารัก ๆ ได้สบาย
    518C-Silicon case
     
    ชาร์จแบตเตอรี่และใช้งานพร้อมกันไปด้วยได้
    ตัวต่อของ Lensgo 518C สามารถที่จะใช้งานและต่อชาร์จแบตเตอรี่มือถือของเราพร้อมกันได้ ไม่ต้องห่วงว่าแบตเตอรี่จะหมดระหว่างการทำงาน ซึ่งสะดวกและตอบโจทย์คนใช้งานมาก ๆ ครับ
    Charging Interface
    Charging box2

    Signal Range

    สามารถสอบถามและสั่งซื้อได้ที่ร้านกล้องชั้นนำทั่วประเทศ

  • ทดสอบประสิทธิภาพการทำงานของไมโครโฟน Lensgo 348C ในด้านของการบันทึกเสียง

    ทดสอบประสิทธิภาพการทำงานของไมโครโฟน Lensgo 348C ในด้านของการบันทึกเสียง

    หลายคนคงเคยเห็นไมโครโฟนไร้สายของ Lensgo ในรุ่น 348C กันไปบ้างแล้ว ซึ่งในตอนนี้เราจะเจาะลึกในส่วนของประสิทธิภาพการทำงานกันครับว่าไมโครโฟน Lensgo 348C นั้นมีความสามารถในการทำงานจริงอยู่ที่ระดับไหนเมื่อเอาไปใช้จริงในสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งการทดสอบจะมีอยู่ 4 รูปแบบที่แตกต่างกันไป

    1_Lensgo 348C_MAR01

    วัตถุประสงค์ของการทดสอบนี้ก็เพื่อให้เราได้มั่นใจกับการทำงานของไมโครโฟน Lensgo 348C และรู้ถึงข้อจำกัดที่อาจจะเกิดขึ้นในการทำงานจริงได้ครับ

    การทดสอบที่ 1 แบบการใช้ไมโครโฟน Built In ในตัวกล้อง + ใช้ตัวกันลมที่มากับตัวไมโครโฟน
    ในการทดสอบนี้เราจะใช้ความสามารถของไมโครโฟนแบบเดิม ๆ ในตัวกล้องเลย ซึ่ง Lensgo 348C นั้นจะเป็นไมโครโฟนแบบ Built In อยู่แล้วครับ เราสามารถต่อตัวรับสัญญาณของไมโครโฟนไว้กับกล้อง เมื่อเปิดตัวอุปกรณ์ทั้งตัวรับตัวส่ง เราก็สามารถที่จะพร้อมบันทึกเสียงได้เลย

    3_Lensgo 348C_MAR01

    2_Lensgo 348C_MAR01

    การทดสอบที่ได้คือเนื้อเสียงสามารถที่จะรับรายละเอียดได้ดี คาแรคเตอร์ของไมโครโฟนแบบ Bulit In นั้นสามารถเก็บเสียงได้มิติที่กว้างมาก และมีความคมชัดที่ดี สามารถที่จะติดไมโครโฟนตรงหน้าอกแล้วพร้อมที่จะใช้งานได้เลย

    ข้อจำกัดที่พบเห็นคือการรับเสียงนั้นจะมีการรับเสียงที่ค่อนข้างกว้าง ถ้านับว่าเป็นข้อดีก็ทำได้ดีทีเดียวครับ แต่ถ้าพื้นที่ไหนมีเสียงรบกวนดังหน่อย เสียงรบกวนเหล่านั้นก็มีโอกาสที่จะเข้ามาที่ไมโครโฟนเราได้ง่ายขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการต่อไมโครโฟนแบบ Lavalier เพิ่มเติม ซึ่งเราจะพูดในขั้นตอนต่อไปครับ

    การทดสอบที่ 2 การใช้ไมโครโฟนแบบต่อไมโครโฟน Lavalier
    ไมโครโฟนแบบ Lavalier ก็เป็นไมโครโฟนแบบหนีบปกครับ ซึ่งข้อดีของไมโครโฟนประเภทนี้ก็คือจะช่วยให้การรับเสียงของไมโครโฟนมีระยะที่แคบลง และเจาะจงกับการเก็บเสียงพูดได้ชัดเจนขึ้นนั่นเอง ซึ่งการเอาไมโครโฟนแบบ Lavalier มาใช้กับไมโครโฟน Bulit In จะช่วยให้การทำงานนั้นสะดวกมากขึ้นโดยเฉพาะในพื้นที่ ที่มีเสียงรบกวนเยอะนั่นเอง

    4_Lensgo 348C_MAR01

    จากการทดสอบเมื่อเราใช้ไมโครโฟนแบบ Lavalier ต่อเข้ากับตัวส่งสัญญาณของ Lensgo 348C ตัวไมโครโฟนก็จะเปลี่ยนรูปแบบการรับเสียงมาใช้ไมโครโฟนที่ต่อเพิ่มทันที สิ่งที่ได้คือเราสามารถที่จะซ่อนไมโครโฟนแบบหนีบปกไว้ที่ขอบเสื้อ หรือติดไว้ใกล้ตำแหน่งปากได้ง่ายมากขึ้น

    6_Lensgo 348C_MAR01

    5_Lensgo 348C_MAR01

    และระยะการรับเสียงก็จะสั้นลงมา ทำให้เสียงรบกวนต่าง ๆ เข้ามาน้อยลงกว่าการใช้เพียงแค่ Microphone แบบ Built In เดิม เสริมเพิ่มเติมคือการทำงานในลักษณะนี้จะเหมาะกับการบันทึกเสียงหรือถ่ายวิดีโอที่เน้นไปยังเสียงของผู้พูดเป็นหลักครับ เพราะจะช่วยให้เนื้อเสียงพูดที่ได้มีความคมชัดมาก แต่เสียง Ambient ต่าง ๆ ที่เข้ามานั้นน้อยลง อาจจะไม่เหมาะกับการถ่ายวิดีโอบางประเภทที่เราต้องการเน้นเสียงบรรยากาศด้วย

    การทดสอบที่ 3 การทดสอบประสิทธิภาพการส่งสัญญาณ
    ขั้นตอนการทดสอบต่อไปคือความสามารถในการส่งสัญญาณ ซึ่งการส่งสัญญาณในพื้นที่โล่งจะได้ประมาณ 50 เมตรขึ้นไปถึง 100 เมตร แต่ประสิทธิภาพก็จะลดลงเมื่อมีสิ่งกีดขวางหรือมีสัญญาณอื่น ๆ รบกวน ในการทดสอบเราก็จะลองดูว่าไมโครโฟนตัวนี้รับได้ถึงขนาดไหน

    จากการทดสอบและผลที่ได้คือ ถ้าในพื้นที่โล่งเราสามารถที่จะใช้งานได้ประมาณ 70-80 เมตร ก็จะเริ่มมีสัญญาณหายเล็กน้อยในบางจังหวะ ครับ แต่ช่วง 50 เมตรคือสบาย ๆ มาก ซึ่งก็ถือว่าใกล้เคียงกับสเปคสูงสุดที่การส่งสัญญาณนั้นทำได้

    7_Lensgo 348C_MAR01

    ส่วนการใช้งานในพื้นที่ที่มีสิ่งกีดขวางนั้นแล้วแต่ว่าจะมีสิ่งกีดขวางเยอะแค่ไหน แต่จากที่ผมใช้คือประมาณ 20-30 เมตรคือระยะที่ดีและได้ประสิทธิภาพครับ

    การทดสอบที่ 4 การทดสอบเนื้อเสียงเมื่อบันทึกลง microSD Card โดยตรง
    ในกรณีต้องการความมั่นใจแบบสูงสุดเพื่อการบันทึกเสียงนั้นผมแนะนำให้ใช้ MicroSD Card สำหรับการบันทึกเสียงด้วยซึ่ง Lensgo 348C สามารถที่จะต่อ microSD Card และบันทึกเสียงลงตัวไมโครโฟนได้ตรง ๆ เลย จะช่วยให้สามารถบันทึกเสียง 2 ช่องทางได้พร้อมกัน

    8_Lensgo 348C_MAR01

    ก็คืออย่างแรงเสียงจะบันทึกไปที่กล้องเวลาเราถ่ายวิดีโอและอีกอย่างก็คือเสียงนั้นจะถูกบันทึกลง microSD Card กรณีที่เกิดสัญญาณขาดหาย เราสามารถที่ะจะเอาเสียงจาก microSD Card มาแก้ไขได้ในขั้นตอนของการตัดต่อครับ
    เนื้อเสียงที่ได้จาก Lensgo 348C ในกรณีบันทึกลง microSD Card นั้นก็ได้เนื้อเสียงที่ดี และมั่นใจในการทำงานได้ ซึ่งตรงนี้ทำได้ดีมากครับ

     

    ถ้าหากมีคำถามอะไรเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ทาง Shutter B Thailand พร้อมให้คำปรึกษาในการเลือกไมโครโฟนมาใช้งานครับ

  • รีวิวทดสอบไมโครโฟน Lensgo 348C ใช้ถ่ายทำกับ Android Smartphone ในการถ่ายวิดีโอและคอนเทนต์สำหรับ YouTuber

    รีวิวทดสอบไมโครโฟน Lensgo 348C ใช้ถ่ายทำกับ Android Smartphone ในการถ่ายวิดีโอและคอนเทนต์สำหรับ YouTuber

    คอนเทนต์ในวันนี้จะเป็นการทดสอบไมโครโฟน Lensgo 348C ร่วมกับสมาร์ทโฟนฝั่ง Android ซึ่งจะเน้นไปที่ความเรียบง่ายในการถ่ายทำวิดีโอพร้อมบันทึกเสียงสำหรับ YouTuber แน่นอนว่าทำงานได้ง่ายขึ้นและบันทึกเสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเยอะเลยครับ

    1_Lensgo 348C_MAR06

    เหตุผลที่กล้องมือถือต้องใช้ไมโครโฟนไร้สายในการบันทึกเสียง
    การที่เราต้องใช้กล้องมือถือในการถ่ายวิดีโอพร้อมบันทึกเสียงให้ได้เหมือนกล้องใหญ่ เอาจริง ๆ มีหลายปัจจัยมากครับว่าทำไมเราต้องทำถึงขนาดนั้น

    2_Lensgo 348C_MAR06

    หลัก ๆ เลยก็คือเพื่อให้ความสะดวกสูงสุดในการทำงาน กล้องมือถือนั้นจะเป็นกล้องที่ดูเรียบง่ายและไม่ต้องตั้งค่าซับซ้อน ทำให้การถ่ายวิดีโอในหลาย ๆ สถานการณ์ไม่มีข้อจำกัดในการทำงาน

    ยกตัวอย่างเช่น ร้านกาแฟ หรือในสวนสาธารณะบางแห่งก็อนุญาตสำหรับกล้องมือถือเท่านั้นสำหรับถ่ายวิดีโอ เพราะงั้นการใช้มือถือก็ให้ความคล่องตัวได้มากกว่า

    การเชื่อมต่อ Microphone เข้ากับ Smartphone ที่จำเป็นต้องรู้
    ในการเชื่อมต่อไมโครโฟนกับ Smartphone นั้นจะมีเรื่องที่ต้องรู้อยู่อย่างหนึ่งคือ การเชื่อมต่อไมโครโฟนไปยัง Smartphone Android จะมีการเชื่อมต่ออยู่ 2 แบบ
    แบบแรกจะเป็นพอร์ท 3.5mm สำหรับสมาร์ทโฟนบางรุ่นที่ยังมีพอร์ทต่อหูฟัง เราสามารถที่จะต่อสายไมโครโฟน trs to trrs เข้าไปที่พอร์ท 3.5mm ได้โดยตรงเลย

    3_Lensgo 348C_MAR06

    แต่ถ้าสำหรับสมาร์ทโฟนที่มีแค่พอร์ท USB-C ให้เราใช้ Adapter แปลง USB-C ไปเป็นช่องเสียบแบบ 3.5mm ครับ จากนั้นให้ต่อสาย Trs to Trrs เข้าไปยัง Adapter ก็จะใช้ได้เลย

    5_Lensgo 348C_MAR06

    6_Lensgo 348C_MAR06

    4_Lensgo 348C_MAR06

    Application ที่แนะนำสำหรับการบันทึกวิดีโอ
    สำหรับการถ่ายวิดีโอนั้นสามารถถ่ายได้หลายแอพพลิเคชั่นเลย ถ้าหากเป็นแอพเดิม ๆ จากเครื่องก็มีข้อดีก็คือ สะดวกกว่า และมีการออกแบบให้เข้ากับสมาร์ทโฟนรุ่นที่เราใช้มากกว่า ยกตัวอย่างของผมใช้ Sony Xperia Pro I ก็จะมีคำสั่งต่าง ๆ ให้พร้อมใช้เลย แต่สำหรับบางคนแอพเดิม ๆ จากมือถือก็อาจจะไม่ซับซ้อน หรืออาจจะตั้งค่าตามที่ต้องการไม่ได้ อาจจะใช้แอพอย่าง Flimic Pro ก็ได้ครับ ซึ่งจะสามารถควบคุมกล้องมือถือเหมือนกล้องระดับโปรได้เลย

    7_Lensgo 348C_MAR06

    การทดสอบเสียงที่ได้จากการถ่ายวิดีโอด้วยมือถือ โดยใช้  Built In Microphone ของ Lensgo 348C
    เสียงที่ได้จากการถ่ายวิดีโอด้วยมือถือโดยใช้ไมโครโฟน Built In ของ Lensgo 348C นั้นก็คือเหมือนกับเราใช้ไมโครโฟนตัวนี้กับกล้อง Mirrorless เลยครับ เพราะลักษณะของเสียงที่ได้ก็เก็บรายละเอียดช่วงกว้างได้ระดับนึง ได้ยินเสียงพูดได้ยินเสียงบรรยากาศอย่างละเอียด และสามารถทำงานได้ง่าย

    8_Lensgo 348C_MAR06

    คือใครที่ต้องการทำคอนเทนต์หรือถ่ายวิดีโอด้วยมือถือ มีความคาดหวังว่าวิดีโอต้องใช้ได้ดีเลย อันนี้สามารถใช้ได้เลยนะครับแล้วก็ดีมาก ๆ ด้วย

    การทดสอบเสียงที่ได้จากการถ่ายวิดีโอด้วยมือถือ โดยใช้ Lavalier Microphone ของ Lensgo 348C
    การใช้ไมโครโฟนแบบหนีบปกก็ทำให้การรับเสียงมีความคมขึ้น ระยะการรับเสียงมีลักษณะที่ใกล้เข้ามามากกว่าเดิม เสียงรบกวนรอบ ๆ บางลง เหมาะกับการทำคอนเทนต์ Vlog และใช้งานได้สะดวก

    9_Lensgo 348C_MAR06_7

    ข้อดีอีกอย่างของ Lavalier Microphone คือสามารถเก็บซ่อนไมโครโฟนไว้ในตำแหน่งใต้เสื้อผ้าหรือชุดได้ ทำให้สามารถที่จะลดเสียงรบกวนที่เข้ามาได้มากขึ้นอีก

    ถ้าหากมีคำถามอะไรเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ทาง Shutter B Thailand พร้อมให้คำปรึกษาในการเลือกไมโครโฟนมาใช้งานครับ

  • ทดสอบการต่อไมโครโฟนแยกแต่ละแบบในกล้อง GoPro แบบไหนดีที่สุด

    ทดสอบการต่อไมโครโฟนแยกแต่ละแบบในกล้อง GoPro แบบไหนดีที่สุด

    คอนเทนต์ในตอนนี้ผมจะพาทุกคนมาทดสอบการต่อไมโครโฟนสำหรับกล้อง GoPro กันครับว่าแบบไหนเสียงถึงจะได้ดีที่สุด โดยการทดสอบนั้นจะมี 4 แบบด้วยกันคือ การต่อไมโครโฟนเดิม ๆ ของ GoPro เอง, การใช้ไมโครโฟนจากชุด Media Mod, การใช้ไมโครโฟน Lensgo 348C และการใช้ 348C คู่กับ ​Lavalier Microphone ครับ

    ไมโครโฟนเดิม ๆ จากกล้อง GoPro Hero 9
    เริ่มต้นที่ไมโครโฟนเดิม ๆ จาก GoPro Hero 9 Black เดิม ๆ ก่อนครับ ไมโครโฟนของ GoPro เดิมทีนั้นเก็บเสียงได้ดีแล้วนะครับ มีไมโครโฟนทั้งหมด 3 ตัว ทำให้เก็บเนื้อเสียงพูดได้ดี เสียง Ambient ก็มีมิติที่โอเคเลย

    2_Lensgo 348C_MAR07

    แต่เมื่อเราพูดห่างจากหน้ากล้อง เสียงพูดก็จะเบาลง สาเหตุก็เพราะไมโครโฟนติดอยู่ที่ตัวกล้องของ GoPro นั่นเองครับ

    ไมโครโฟนจากชุด Media Mod ใน GoPro Hero 9 Black
    จุดต่อมาก็คือไมโครโฟนจาก Media Mod ของ GoPro Hero 9 เป็นไมโครโฟนเคสอัพเกรดของทาง GoPro เองครับ ซึ่งจะทำให้รายละเอียดของเสียงมีมากขึ้น ดีขึ้นทั้งเสียงพูดและเสียง Ambient ที่มีครับ ให้ความรู้สึกเหมือน Mic Shotgun และใช้งานได้ง่าย ระยะการรับเสียงไกลกว่าเดิม แน่นอนว่าถ้ามีเสียง Ambient ที่ดังขึ้นก็จะทำให้การควบคุมรูปแบบการรับเสียงได้ยากขึ้น

    3_Lensgo 348C_MAR07

    ไมโครโฟนจาก Lensgo 348C เมื่อต่อกับ GoPro Hero 9 Black
    คราวนี้เรามาลองกับพระเอกของเรากันบ้างครับโดยการต่อไมโครโฟน Lengo 348C เข้ากับ GoPro Hero 9 Black โดยต้องอาศัยชุด Media Mod ทำตัวเหมือนตัวกลางในการรับไมโครโฟนหลักเข้าไปอีกทีครับ

    1_Lensgo 348C_MAR07

    4_Lensgo 348C_MAR07

    5_Lensgo 348C_MAR07

     

    6_Lensgo 348C_MAR07

    7_Lensgo 348C_MAR07

    สิ่งที่ได้ก็คือตอนนี้ทำให้เสียงที่ผ่าน GoPro Hero 9 Black นั้นสามารถที่จะมีมิติเหมือนกล้อง ​Mirrorless ได้ คือเสียงผ่านไมโครโฟนไวเรสที่เราคุ้นเคย และเก็บรายละเอียดเสียงพูดและเสียง Ambient ได้ดี
    สิ่งที่ Wireless Microphone ทำได้เป็นพิเศษก็คือ ตัวไมโครโฟนนั้นสามารถที่จะห่างจากคนพูดได้ไกลตามที่ต้องการ ซึ่งระยะของ ​Lensgo 348C ทำได้ก็ประมาณ 100 เมตร ครับ

    ไมโครโฟน Lavalier + Lensgo 348C เมื่อต่อกับ GoPro Hero 9
    การทดสอบสุดท้ายคือการอัพเกรดตัว ​Lensgo 348C ให้สามารถใช้งานกับ Lavalier Microphone ได้ครับ เมื่อทดสอบแล้วผลที่ได้ก็คือเสียงพูดมีความคมชัดขึ้นเล็กน้อยครับ และเสียงรบกวนก็เข้ามาได้น้อยลงเพราะลักษณะของไมโครโฟนแบบ Lavalier นั้นจะเน้นรับเสียงที่แคบลงเพื่อให้เสียงพูดชัดเจนขึ้นนั่นเองครับ

    8_Lensgo 348C_MAR07

    9_Lensgo 348C_MAR07

  • ไมโครโฟนที่มีระบบบันทึกเสียงลงเมมในตัวดียังไงและมีความจำเป็นแค่ไหน แตกต่างยังไงเมื่อเทียบกับไมโครโฟนปกติ

    ไมโครโฟนที่มีระบบบันทึกเสียงลงเมมในตัวดียังไงและมีความจำเป็นแค่ไหน แตกต่างยังไงเมื่อเทียบกับไมโครโฟนปกติ

    คอนเทนต์ในตอนนี้จะเป็นการเจาะลึกเกี่ยวกับไมโครโฟนที่มีระบบ 2 แบบด้วยกันคือไมโครโฟนไร้สายทั่วไปและไมโครโฟนที่มีระบบบันทึกเสียงลง microSD Card โดยตรง นั่นคือ Lensgo 348C ว่าทั้งสองแบบแตกต่างกันในแง่การใช้งานแค่ไหน และใช้ประโยชน์ในการใช้งานได้ดีหรือเปล่า

    1_Lensgo 348C_MAR04

    2_Lensgo 348C_MAR04

    3_Lensgo 348C_MAR04

    1.  ข้อดีระหว่างการไมโครโฟนไร้สายแบบปกติและแบบที่มีระบบบันทึกเสียงลง microSD Card
    ในแง่ของการทำงานไมโครโฟนไร้สายแบบปกติกับแบบที่มีระบบบันทึกเสียงลง microSD Card ไม่ได้มีข้อแตกต่างกันในด้านการรับเสียง ส่วนนี้มันขึ้นอยู่กับคุณภาพของไมโครโฟนที่มีมาให้แต่แรก แต่จะมีความต่างในส่วนของการใช้พลังงานบ้าง

    ข้อดีของไมโครโฟนไร้สายปกติแบตเตอรี่ของตัวส่งสัญญาณจะอึดกว่า เพราะไม่ได้ใช้พลังงานไปกับส่วนของการบันทึกข้อมูลลงการ์ด ส่วนใหญ่จะอยู่ได้ 7 ชั่วโมงต่อการชาร์จ 1 ครั้ง แต่ก็จะมีข้อด้อยคือถ้าสัญญาณขาดหายก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลย

    3_Lensgo 348C_MAR04

    ในส่วนของ Lensgo 348C ถ้าหากใช้งานแบบทั่วไปไม่ได้บันทึกเสียงลงการ์ด ก็จะใช้แบตเตอรี่ได้นาน 7 ชั่วโมง แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการบันเสียงเสียงลงการ์ดโดยตรงก็จะทำให้ใช้พลังงานเยอะขึ้น ระยะเวลาของแบตเตอรี่ก็จะเหลือประมาณ​ 4 ชั่วโมง ซึ่งสิ่งที่ได้คืนมาก็จะเป็นเรื่องของมีไฟล์เสียงสำรองสำหรับการทำงานซึ่งเหมาะกับการที่ซีเรียส
    มาก ๆ

    2.  โอกาสที่จะเกิดสัญญาณขาดหายบ่อยแค่ไหนและสภาพแวดล้อมที่เกิดความเสี่ยง
    ถ้าจะพูดถึงเรื่องของโอกาสที่สัญญาณจะขาดหายจนต้องพึ่งพาความจำเป็นในการบันทึกเสียงลงเมมโดยตรงมีมากน้อยแค่ไหน ตามตรงก็ไม่บ่อยครับ แทบไม่เคยเจอเลยดีกว่าถ้าใช้ในสภาพแวดล้อมปกติ เช่น สวนสาธารณะ, การท่องเที่ยวทั่วไป และการยืนอยู่ในระยะ 50 เมตร สัญญาณยังไงก็คมชัดครับ

    Lensgo 348C_MAR04_5

    แต่ถ้าต้องไปถ่ายงานในห้างสรรพสินค้า มีคลื่นรบกวนเยอะ หรือบันทึกเสียงในระยะที่ไกลมาก ๆ อันนี้ความเสี่ยงก็เพิ่มตามปัจจัยที่มีครับ

    3.  ความจำเป็นที่ไมโครโฟนควรมีระบบบันทึกเสียงสำรองลง microSD Card
    ในกรณีที่เจาะลึกเรื่องความจำเป็นว่าควรจะมีระบบบันทึกเสียงสำรองลง microSD Card มากน้อยแค่ไหน ก็ต้องมาพิจารณากลับว่างานเราต้องการความมั่นใจขนาดไหน ขนาดที่ว่าพลาดไม่ได้เลยก็ควรจะมีครับ เพราะถ้าเกิดข้อผิดพลาดแล้วยังไงก็ต้องควรมีแผนสำรอง ถ้าไม่มีก็แก้ไขอะไรไม่ได้เลย แต่ถ้าหากว่าเป็นงานทั่วไปอันนี้ก็แล้วแต่ว่าจะมีหรือไม่มีก็ได้ครับ

    Lensgo 348C_MAR04_6

    4.  วิธีนำไฟล์เสียงที่ได้ไปแก้ไขในขั้นตอนตัดต่อเมื่อเกิดข้อผิดพลาดในการบันทึกเสียงเกิดขึ้น
    การนำไฟล์เสียงไปใช้นั้นวิธีก็ง่ายมากคือนำ microSD Card ออกจากไมโครโฟนและต่อเข้ากับ Card Reader ก็สามารถโหลดไฟล์เสียงไปใช้ในขั้นตอนตัดต่อกับซอฟต์แวร์ที่เรามีได้ทันที

    ถ้าหากมีคำถามอะไรเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ทาง Shutter B Thailand พร้อมให้คำปรึกษาในการเลือกไมโครโฟนมาใช้งานครับ

  • ทดสอบไมโครโฟน Lensgo 348C กับการตัดเสียงรบกวน เพื่อให้เสียงพูดคมชัดที่สุด

    ทดสอบไมโครโฟน Lensgo 348C กับการตัดเสียงรบกวน เพื่อให้เสียงพูดคมชัดที่สุด

    คอนเทนต์ตอนนี้เอาใจ Content Creator สำหรับการทดสอบไมโครโฟน Lensgo 348C เพื่อทดลองการตัดเสียงรบกวนเพื่อให้เสียงพูดมีความคมชัดมากที่สุด โดยจะมีตั้งแต่การทดสอบแบบปกติจนไปถึงการเซ็ตค่าเพื่อเน้นไปที่การลดเสียงรบกวนครับ

    1_Lensgo 348C_MAR03

    การทำให้เสียงรบกวนลดลงมีวิธีไหนบ้าง
    วิธีที่จะลดเสียงรบกวนหลัก ๆ คือการอยู่ให้อย่างจากเสียงที่เราไม่ต้องการ สิ่งนี้คือดีที่สุดเลย เช่น พื้นที่ไหนเสียงดังมาก ๆ ยังไงเราก็ต้องออกห่างจากตรงนั้น แต่บางพื้นที่เราออกห่างแล้วแต่ยังมีเสียงดังอยู่ เราพอจะมีวิธีแก้บ้างก็คือใช้การรับเสียงให้มันลดน้อยลงที่สุด แล้วไปเพิ่มเสียงในส่วนของพิธีกรเอา เดี๋ยวเรามาลองทดสอบกันก่อนดีกว่า

    1.  ทดสอบกับการต่อ Microphone ตามปกติ และเปิดรับเสียงอยู่ที่ -12dB
    ปกติผมก็จะบันทึกเสียงโดยใช้ค่ามาตรฐานก่อน คือเราจะตั้งการรับเสียงให้อยู่ที่ระดับ -12dB เราจะสังเกตได้ว่าเสียงจะเข้ามาปกติทั้งเสียงพูดแล้วก็เสียงบรรยากาศโดยรอบ เราจะได้ยินชัดเหมือนกัน

    2_Lensgo 348C_MAR03

    การตั้งแบบนี้จะเป็นการตั้งค่ารับเสียงแบบมาตรฐานเพื่อให้ได้เนื้อเสียงคุณภาพในการเอาไปจัดการต่อในขั้นตอน Post Process ครับ

    2.  ทดสอบกับการใช้ Microphone แบบ Lavalier ร่วมกับ Lensgo 348C
    ต่อมาเรา Advance ขึ้นมาอีกหน่อยคือเราเลือกจะใช้ไมโครโฟนแบบ Lavalier ต่อเพิ่มเข้าไปในไมโครโฟน Lensgo 348C เพื่อที่จะให้การรับเสียงของไมโครโฟนมีระยะที่แคบลงมา

    3_Lensgo 348C_MAR03

    การทดสอบที่ได้คือเนื้อเสียงมีความคมชัดขึ้นมาเล็กน้อย แต่เสียงบรรยากาศโดยรอบนั้นจะเงียบกว่าเดิม เป็นเพราะลักษณะการรับเสียงของไมโครโฟนแบบ Lavalier นั้นจะเป็นการรับระยะสั้นเหมาะกับการติดไมโครโฟนไว้ใกล้ปากพิธีกร ทำให้เสียงโดยรอบเข้ามาได้มากขึ้นนั่นเอง

    4_Lensgo 348C_MAR03

    การติดตั้งไมโครโฟน Lavalier ก็ถือว่าเป็นการบันทึกเสียงที่ได้ประสิทธิภาพที่ดีครับสำหรับการบันทึกเสียงพูดและทำคอนเทนต์ในหลาย ๆ แบบ

    3.  ทดสอบกับการลดระดับการรับเสียงลง และให้พิธีกรพูดดังขึ้น
    เทคนิคสำคัญที่ผมมักจะใช้ประจำคือการลดระดับการรับเสียงลงให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้เสียงโดยรอบเข้ามาให้น้อย และให้พิธีกรพูดให้ดังมากขึ้น วิธีนี้จะเหนื่อยสำหรับพิธีกรเพราะต้องใช้น้ำหนักเสียงที่มากขึ้นและใช้สมาธิในการพูดเยอะกว่าเดิม แต่สิ่งที่ได้คือเนื้อเสียงพูดจะชัดและเสียงรบกวนน้อยมาก ๆ

    8_Lensgo-348C_MAR03

    จากการทดสอบก็คือได้ผลตามที่วางไว้คือเสียงพูดชัดเจน เสียง Ambient น้อยลงครับ แต่ทีมงานก็จะเหนื่อยเร็วขึ้น และการพูดในบางครั้งให้ความรู้สึกเหมือนตะโกนอยู่ อันนี้ก็ต้องดูความเหมาะสมในการทำงานด้วยว่าวิธีนี้เหมาะสมกับการใช้ตอนไหนบ้างครับ

    ถ้าหากมีคำถามอะไรเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ทาง Shutter B Thailand พร้อมให้คำปรึกษาในการเลือกไมโครโฟนมาใช้งานครับ

  • รีวิวฟีเจอร์เด่นไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C สำหรับการถ่ายวิดีโอ การทำไลฟ์ และการทำคอนเทนต์

    รีวิวฟีเจอร์เด่นไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C สำหรับการถ่ายวิดีโอ การทำไลฟ์ และการทำคอนเทนต์

    ไมโครโฟน Lensgo 348C เป็นไมโครโฟนไร้สายที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์สำหรับคนถ่ายวิดีโอและกลุ่ม Creator โดยเฉพาะเลย ซึ่งในวันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่องความสามารถของไมโครโฟนตัวนี้กันสำหรับคนที่ทำไลฟ์ และทำคอนเทนต์ต่าง ๆ ครับ ว่าจุดไหนของไมโครโฟนตัวนี้ช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ดีและทำให้เราสามารถทำงานได้สะดวกมากขึ้นกว่าเดิมครับ

    1_Lensgo 348C_MAR02

    1.  การรับเสียงที่ดีทั้งเสียงพูดและเก็บรายละเอียดบรรยากาศของเสียงโดยรอบ
    คุณภาพในการรับเสียงของ Lensgo 348C ทำได้โดดเด่นพอสมควรเพราะเป็นไมโครโฟนแบบ Built In ในตัว ซึ่งการเก็บรายละเอียดต่าง ๆ นั้นจะทำได้ดีมาก ยกตัวอย่างในกรณีที่เราต้องไปถ่ายวิดีโอในสตูดิโอ หรือนอกสถานที่ ไมโครโฟนจะเก็บเสียงพูดเป็นหลัก ให้เนื้อเสียงพูดที่ชัดเจน

    2_Lensgo-348C_MAR02

    และด้วยตัวไมโครโฟนนั้นเก็บมิติของเสียงได้กว้างทำให้เสียงบรรยากาศต่าง ๆ โดยรอบเข้ามาได้ระดับนึง ทำให้ผู้ที่ดูวิดีโอของเราได้ยินถึงเสียงรอบ ๆ บริเวณนั้นไปด้วย ช่วยให้ได้บรรยากาศที่สมจริงมากขึ้นและเก็บในทุกรายละเอียด

    2.  การเชื่อมต่อที่ง่าย เปิดเครื่องติดเชื่อมต่อกันเอง พร้อมใช้งานทันที
    ในด้านของการทำงานนั้น Lensgo 348C ตอบโจทย์ผู้ใช้ได้สะดวกและง่าย เหตุผลที่เป็นแบบนั้นเพราะว่าการเชื่อมต่อนั้นทำได้อย่างรวดเร็ว แค่ทำการเปิดตัวรับสัญญาณและตัวส่งสัญญาณไมโครโฟนก็จะเชื่อมต่อหากันเองทันที

    3_Lensgo 348C_MAR02

    4_Lensgo 348C_MAR02

    สิ่งนี้เป็นข้อดีสำหรับคนทำคอนเทนต์มาก ๆ เพราะเราไม่ได้มีเวลาในการ Setup อุปกรณ์นานมาก และไม่ต้องการความวุ่นวายในการทำงาน ซึ่ง Lensgo 348C ตอบโจทย์ตรงนั้น แค่เปิดติดสามารถที่จะทำงานได้เลย

    3.  สามารถที่จะต่อไมค์แยกได้ตามต้องการ
    การต่อไมโครโฟนแบบแยกเป็นอีกเรื่องนึงที่หลายคนอาจจะคิดไม่ถึงว่าสิ่งนี้มีความจำเป็นมาก ไมโครโฟนที่เราใช้ส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นแบบ Built In แน่นอนว่าครอบคลุมการใช้งานหลัก ๆ ได้ดี แต่ในกรณีที่เราต้องการ Setup Microphone ให้ทำงานบางอย่างเป็นพิเศษ เราต้องต่อไมโครโฟนแบบแยกครับ

    5_Lensgo-348C_MAR02

    Lensgo 348C มีพอร์ตทำหรับต่อไมโครโฟนอื่นแยกได้เลย เช่น เราจะใช้กับ Lavalier Microphone, Shotgun Microphone เราก็สามารถที่จะทำแบบนั้นได้ทันที
    เมื่อไมโครโฟนทำแบบนี้ได้แล้วก็จะช่วยให้ลักษณะของการทำงานพร้อมที่จะปรับตัวได้ตลอดเวลา และพร้อมรับกับอุปกรณ์เฉพาะบางอย่างที่จะช่วยให้เราทำงานได้สะดวกขึ้นนั่นเองครับ

    4.  ระยะการรับส่งสัญญาณทำได้ไกล เชื่อถือได้กับการทำงาน
    ระยะของการรับส่งสัญญาณเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับ ​Wireless Microphone ซึ่ง Lensgo 348C นั้นสามารถที่จะส่งสัญญาณได้ไกลอย่างน้อย ๆ ก็ 50 เมตร ไปจนถึงสูงสุดที่เกือบ 100 เมตรเลยในพื้นที่กว้าง ทำให้คนที่ถ่ายวิดีโอในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ สามารถมั่นใจกับการทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและสบายใจในการทำงาน

    5.  รองรับการเชื่อมต่อกับกล้องทุกขนาด ทั้ง Mirrorless, Compact, Action Camera, Smartphone
    ในกรณีที่ Content Creator มีกล้องหลายตัวสำหรับการทำงาน ไม่ว่าจะเป็น Mirorless หรือจะเป็นกล้อง Compact, Action Camera สามารถใช้ Lensgo 348C กับกล้องเหล่านี้ได้เลย เพราะรองรับการใช้งานร่วมกับกล้องทุกแบบ

    6_Lensgo-348C_MAR02

    7_Lensgo 348C_MAR02

    8_Lensgo 348C_MAR02

    9_Lensgo-348C_MAR02

    6.  มีระบบบันทึกเสียงสำรองลง microSD Card เหมือนมีระบบเซฟตี้สำหรับการบันทึกเสียง
    ความสามารถของ Lensgo 348C มีความโดดเด่นอีกอย่างหนึ่งก็คือสามารถที่จะบันทึกเสียงสำรองลง microSD Card ได้ทันที สิ่งนี้มีความโดดเด่นมากเพราะการถ่ายวิดีโอนั้นควรจะมี Backup สำหรับระบบเสียง การที่ไมโครโฟนสามารถที่จะบันทึกเสียงเก็บเข้าเมมโดยตรงได้เลย ก็ทำให้มีโอกาสแก้ไขข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดได้มากกว่านั่นเองครับ

    10_Lensgo 348C_MAR02

    7.  ใช้งานต่อเนื่องได้หลายชั่วโมงต่อการชาร์จเพียงครั้งเดียว
    อีกจุดเด่นหนึ่งที่ทำได้ดีคือการใช้งานต่อเนื่องได้มากถึง 7 ชั่วโมงเลย ทำให้คนที่ทำงานวิดีโอสามารถสบายใจกับการทำงานได้อย่างเต็มที่ว่าแบตเตอรี่จะไม่หมดระหว่างการทำงาน และตอบโจทย์การทำงานได้ตลอดวัน

    11_Lensgo 348C_MAR02

  • คู่มือการใช้งานไมโครโฟน Lensgo 348C

    คู่มือการใช้งานไมโครโฟน Lensgo 348C

    สวัสดีครับคอนเทนต์ในตอนนี้เราจะมาสอนใช้งานไมโครโฟน Lensgo 348C กันครับ ซึ่งวิธีการใช้งานในวันนี้จะบอกทีละขั้นตอน สามารถทำตามได้ทันที ไม่ว่าเราจะใช้กล้องมือถือหรือกล้อง mirorrless ก็สามารถใช้วิธีนี้ในการติดตั้งได้เลยครับ

    1_Lensgo 348C_FEB07

    การทำงานเบื้องต้น
    รูปแบบการทำงานของไมโครโฟนจะมีดังนี้นะครับ

    1. ไมโครโฟนจะรับเสียงผ่านตัวส่งสัญญาณ ซึ่งจะมี 2 ตัวครับ และส่งมาที่ตัวรับ 1 ตัว
    2. เสียงจากตัวรับจะเข้าไปที่กล้องผ่านสาย TRS to TRS
    3. การตั้งค่าความดังเสียงจะตั้งได้จาก ตัวส่งสัญญาณ และ ตัวกล้อง
    4. ตัวส่งสัญญาณจะเป็น Built In Microphone ในตัวครับ สามารถใช้บันทึกเสียงได้เลย หรือจะต่อไมโครโฟนแยกเพื่อใช้ไมค์อื่น ๆ แบบที่ชอบได้
    5. การส่งสัญญาณของไมโครโฟนจะเป็นแบบไร้สาย และเชื่อมต่อกันเองเมื่อเปิดเครื่องครับ

    2_Lensgo 348C_FEB07

    วิธีการเปิดใช้งานและเชื่อมต่อ
    เริ่มต้นให้เราเปิดใช้งานตัวไมโครโฟนทั้งสองแบบยังไม่ต้องต่อสายอะไรก่อน เพื่อทดสอบการรับสัญญาณเสียง การเชื่อมต่อให้เรียบร้อยว่าไมโครโฟนไม่มีการทำงานที่ผิดปกติอะไร

    วิธีการทดสอบของผมคือเปิดเครื่องแล้วก็ลองพูดดูครับ ถ้า Gain เสียงมีการแสดงผล เสียงวิ่งเข้าตัวรับตามปกติก็คือใช้ได้ครับ

    3_Lensgo 348C_FEB07

    วิธีการเชื่อมต่อกับกล้อง
    การเชื่อมต่อกับกล้องก็คือเราจะติดตัวรับไว้ที่ Hot Shoe ของกล้องครับ จากนั้นทำการต่อสาย TRS to TRS สังเกตตรงสายจะมีขีด ๆ อยู่สองเส้นครับ ต่อสายนี้กับตัวรับ และอีกจุดคือตัวกล้องเพื่อเป็นการส่งสัญญาณจากตัวรับเข้าไปที่กล้องครับ

    4_Lensgo 348C_FEB07

    คราวนี้เวลาทดสอบให้เราลองเปิดไมโครโฟน เปิดตัวรับ เปิดกล้อง และดูที่ Gain เสียงในกล้องของเราว่าเสียงเข้าไหมครับ ถ้าเสียงเข้าก็คือใช้ได้ปกติครับผม

    5_Lensgo 348C_FEB07

    วิธีการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน
    ในกรณีที่เราจะเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเราจะทำยังไงได้บ้าง ขั้นตอนนี้จะแยกแยะเยอะหน่อยครับ

    1.  กรณี Smartphone Android ใช้พอร์ต USB-C
    สำหรับสมาร์ทโฟน Android ที่ใช้ Port USB-C นะครับ เราจะต้องใช้ Adapter USB-C to 3.5mm แบบเดียวกับที่เราใช้ต่อหูฟังครับ จากนั้นสายของตัวรับสัญญาณเราจะต้องใช้สาย TRS to TRRS ครับ ด้านหนึ่งจะเป็นสองขีด อีกด้านเป็นสามขีด ที่ต้องมีสายนี้เพราะ Smartphone เขาใช้ 3.5mm แบบ TRRS นั่นเองครับ

    6_FEB07Lensgo-348C

    7_Lensgo 348C_FEB07

    จากนั้นก็ให้เราเปิดแอพที่ใช้อัดวิดีโอแล้วก็ลองเช็คคุณภาพเสียงดูได้เลย

    2.  กรณี iPhone ใช้พอร์ท Lighting
    iPhone จะมีกรณีคล้าย ๆ กันคือจะใช้ Adapter Lighting to 3.5mm ครับ แล้วก็ใช้สาย TRS to TRRS สำหรับตัวรับสัญญาณ จากนั้นก็เปิดแอพสำหรับอัดวิดีโอและเช็คเสียงครับ

    การปรับระดับการรับเสียง
    วิธีปรับระดับเสียงของไมโครโฟนให้รับสัญญาณได้มากขึ้น ให้เรากดปรับที่ตัวส่งสัญญาณครับ ทำให้สะดวกต่อการควบคุมครับ นอกจากนี้ครับในตัวกล้อง Mirorlress เองก็ยังสามารถที่จะปรับความดังของสัญญาณเสียงที่รับมาได้ด้วยครับ

    8_Lensgo-348C_FEB07

    ซึ่งผมแนะนำให้ปรับความดังอยู่ที่ -12dB ครับ จะเป็นความดังที่เหมาะสม เสียงคมชัด

    วิธีการบันทึกเสียงลง microSD Card
    การบันทึกเสียงลง microSD Card ของ Lensgo 348C นั้นจะเป็นการสำรองเนื้อเสียงโดยตรงลงในเมมโมรี่การ์ดเลย ช่วยให้เวลาเราไปถ่ายวิดีโออาจจะเจอจังหวะสัญญาณรบกวนเยอะ เสียงขาดหาย ซึ่งอาจจะมีกรณีนี้เกิดขึ้นได้ เสียงที่เราบันทึกลงเมมโดยตรงจะไม่ได้รับผลกระทบนี้ครับ

    9_Lensgo-348C_FEB07

    เพราะตัวส่งสัญญาณจะทำหน้าที่เป็น Voice Recorder ภายในตัวเลยนั่นเองครับ

    การต่อไมโครโฟนแยกเพิ่มจากภายนอก
    ในกรณีที่เราต้องการต่อไมโครโฟนแยกจากภายนอกให้เราต่อสาย TRS เข้าไปที่ตัวส่งสัญญาณโดยตรงได้เลย ตัวไมโครโฟนจะทำการสลับไมโครโฟนไปใช้ตัวที่เราต่อแยกโดยอัตโนมัติ ส่วนการปรับค่าเสียงในตัวส่งสัญญาณ และการปรับค่าเสียงในตัวกล้อง เรายังสามารถใช้งานได้ตามปกติ

    10_Lensgo 348C_FEB07

    การจัดเก็บและการชาร์จแบตเตอรี่
    ทางด้านการจัดเก็บและการชาร์จแบตเตอรี่สามารถทำได้โดยการเก็บไมโครโฟนเข้าไปที่กล่องของ Lensgo 348C ได้เลย และการชาร์จแบตเตอรี่ทำได้โดยการต่อสาย USB-C เข้าไปที่กล่อง Lensgo 348C จะทำให้สามารถชาร์จอุปกรณ์ทั้ง 3 ชิ้นพร้อมกัน

    11_Lensgo 348C_FEB07

    และนี่ก็คือคู่มือการใช้งาน Lensgo 348C ครับ ถ้าหากมีคำถามอะไรเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ทาง Shutter B Thailand พร้อมให้คำปรึกษาในการเลือกไมโครโฟนมาใช้งานครับ

  • วิธีตั้งค่าไมโครโฟน Lensgo 348C กับกล้อง Panasonic Mirrorless ให้ได้เสียงที่ดีเหมาะกับการทำคอนเทนต์

    วิธีตั้งค่าไมโครโฟน Lensgo 348C กับกล้อง Panasonic Mirrorless ให้ได้เสียงที่ดีเหมาะกับการทำคอนเทนต์

    สวัสดีครับคอนเทนต์ในตอนนี้จะเป็นวิธีการตั้งค่าไมโครโฟน Lensgo 348C ให้เข้ากับกล้อง Panasonic Mirrorless ซึ่งเป็นแบรนด์กล้องที่ Creator หลายคนอาจจะใช้อยู่ครับ ซึ่งกล้อง Panasonic ที่ผมจะใช้เป็นตัวอย่างในคอนเทนต์ตอนนี้คือ Panasonic Lumix S5 ครับ ซึ่งรุ่นอื่น ๆ ก็สามารถทำตามได้นะครับ เมนูไม่ได้ต่างกันมาก

    จุดเด่นของ Lensgo 348C
    ก่อนเราอื่นเรามาดูจุดเด่นของไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C ก่อนว่ามีจุดเด่นเรื่องอะไรบ้างครับ จุดเด่นอย่างแรกเลยก็คือไมโครโฟนตัวนี้สามารถที่จะเชื่อมต่อสัญญาณกันเองได้เมื่อเปิดเครื่องเลย ทำให้คนที่ทำงานก็สามารถที่จะใช้งานได้ง่าย

    2_Lensgo 348C_FEB06

    ต่อมาคือเรื่องของ Built In Microphone ถ้าใครเป็นคนที่อยากใช้ง่าย ๆ จริงไม่ต้องต่อไมค์แยก ตัวนี้เขามีไมค์ในตัวให้เลยครับ แล้วก็มีตัวกันลมติดที่ไมค์ให้ด้วยซึ่งใช้งานได้ดีมาก แล้วก็การส่งสัญญาณจะเป็นแบบ 2 ตัวส่ง 1 ตัวรับครับ
    อีกจุดเด่นนึงก็คือสามารถที่จะบันทึกเสียงลง microSD Card ได้โดยตรง ทำให้สามารถที่จะ Backup เสียงได้นะ ไมโครโฟนในโลกตอนนี้มีไม่กี่ตัวที่ทำแบบนี้ได้ครับ

    4_Lensgo 348C_FEB06

    อีกจุดเด่นนึงที่สำคัญเลยก็คือสามารถที่จะควบคุมการปรับระดับเสียงต่าง ๆ จากตัวส่งสัญญาณได้โดยตรงครับ คนที่เป็น ​Creator แล้วต้องทำงานคนเดียวก็สามารถที่จะปรับค่าต่าง ๆ ได้สะดวก ไม่ต้องไปอยู่หลังกล้องบ่อย ๆ ครับ ยิ่งทำงานเป็นทีมยิ่งง่ายเลย

    วิธีการเชื่อมต่อ
    เรามาดูวิธีการเชื่อมต่อกันดีกว่าครับ เริ่มต้นให้เอาไมโครโฟนออกจากเคสก่อน จากนั้นเราสังเกตนะครับ ตัวรับสัญญาณจะมีตัวเดียวหน้าตาแบบในภาพครับ
    ส่วนตัวส่งสัญญาณก็จะเป็นอีกแบบนึงตามภาพเลย

    3_Lensgo 348C_FEB06

    ให้เราเอาตัวส่งสัญญาณแยกไว้กับพิธีกรหรือนางแบบที่จะพูดนะครับ ส่วนตัวรับสัญญาณเราจะติดไว้บน Hotshoe กล้องแบบนี้ จากนั้นต่อสายเข้าไปที่ช่องไมค์ของกล้องครับ สายที่ใช้จะมีสองขีดที่หัวแบบนี้ เรียกเป็นทางการว่าสาย TRS to TRS ครับ

    6_Lensgo 348C_FEB06

    7_FEB06Lensgo 348C

    9_Lensgo 348C_FEB06

    จากนั้นให้เราทำการเปิดไมโครโฟนทั้งสองตัวเลย ไม่เกิน 5 วินาทีไมค์จะเชื่อมต่อกันเองครับ จากนั้นลองพูดทดสอบหน่อยว่าเสียงเข้าตามปกติไหม โดยการเช็คจะเช็ค 2 จุดครับ
    จุดแรกให้ดูที่ค่า Gain ของเสียงบนตัวรับสัญญาณ ถ้ามีระดับเสียงขยับเพิ่มขึ้นลงแสดงว่าเสียงของไมค์ทำงานตามปกติครับ

    8_Lensgo 348C_FEB06

    จากนั้นให้ไปดูที่ตัวกล้อง ดูว่าค่า Gain เสียงบนกล้องนั้นมีการทำงานแบบเดียวกับบนตัวรับสัญญาณหรือเปล่า ถ้าตรงกันก็ถือว่าใช้งานได้ครับ

    วิธีการตั้งค่าให้ได้เสียงที่เหมาะสมและพร้อมใช้งาน
    การตั้งค่าไมโครโฟนให้ได้เสียงที่ดีจะมีอยู่ 3 จุดที่ต้องสังเกตนะครับ

    5_Lensgo 348C_FEB06

    1.   ตำแหน่งของไมโครโฟนที่ติดอยู่กับพิธีกร
    ไมโครโฟนที่เราติดอยู่กับพิธีกรนั้นจะต้องอยู่ในระยะที่เหมาะสม สำหรับผมแนะนำว่าติดประมาณบริเวณหน้าอก เพราะเสียงที่ออกมาจะมีช่วงห่างที่พอดี ได้เสียงคมชัดครับ

    10_Lensgo 348C_FEB06

    2.   การตั้งค่าเสียงในตัวกล้อง
    จุดต่อมาคือสำคัญแล้วครับเป็นการตั้งค่าระบบบันทึกเสียงในตัวกล้อง กระบวนการทำงานก็คือเมื่อเสียงที่ถูกส่งผ่านตัวรับมา สัญญาณเสียงจะผ่านระบบเสียงบันทึกในตัวกล้องอีกทีนึง ซึ่งที่เราต้องมาตั้งค่าเสียงในตัวกล้องก่อนเพราะว่าเวลาทำงานจริงนั้น การมาตั้งค่าในกล้องบ่อย ๆ จะทำให้การถ่ายวิดีโอเกิดความไม่สะดวก

    ดังนั้นในระบบการตั้งค่าเสียงในตัวกล้องผมจะตั้งไว้ที่ -12dB ครับ ซึ่งจะให้เนื้อเสียงที่ดีเลย เสียงคมชัดไม่แตกพร่าแน่นอน แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับความดังที่ไมโครโฟนเรารับเสียงมาด้วย เพราะงั้นเราต้องไปตั้งในขั้นตอนต่อไปครับ

    3.  การตั้งค่าเสียงในตัวไมโครโฟน
    ต่อมาคือการตั้งค่าเสียงในไมโครโฟน การตั้งค่าเสียงตรงไมค์จะไม่มีกฎตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับระดับเสียงของคนพูด และเสียงบรรยากาศโดยรอบ แต่ผมจะให้เทคนิคไว้แบบนี้ครับ ให้เราสังเกต ​Gain เสียงในตัวกล้องนะ ถ้าหากตอนที่เราพูดแล้วเสียงมันวิ่งไม่ถึง -12dB ผมก็จะเพิ่มความดังขึ้นให้มันใกล้เคียง -12dB ครับ -12dB ที่สุดครับ แค่นี้เราก็สามารถที่จะทำให้ระดับเสียงที่เราบันทึกมาได้มีความชัดเจนนั่นเอง

    11_Lensgo 348C_FEB06 การ Backup เสียงลง microSD Card
    สิ่งสำคัญสุดท้ายไม่แพ้เรื่องของการตั้งค่าเสียงเลยคือ อย่าลืม Backup เสียงลง microSD Card ด้วยครับ ซึ่งช่วยชีวิตคุณได้เยอะแน่นอน อย่างน้อยเรามีเนื้อเสียงที่ดีเก็บไว้กันพลาด
    วิธีก็แสนง่ายครับให้เรากดปุ่ม REC บนตัวไมโครโฟน ตัวไมค์จะโชว์สีแดงขึ้นมาเป็นการบอกว่าสถานะของไมค์พร้อมบันทืกเสียงแล้ว จากนั้นเราก็อัดเสียงตามปกติได้เลยครับ

    12_Lensgo 348C_FEB06

    13_Lensgo 348C_FEB06

    ถ้าหากมีคำถามอะไรเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ทาง Shutter B Thailand พร้อมให้คำปรึกษาในการเลือกไมโครโฟนมาใช้งานครับ