ผู้เขียน: admin

  • หลักการเลือกซื้อไมโครโฟนมาใช้สำหรับมือใหม่ เลือกซื้ออย่างไร ต้องดูอะไรบ้าง

    หลักการเลือกซื้อไมโครโฟนมาใช้สำหรับมือใหม่ เลือกซื้ออย่างไร ต้องดูอะไรบ้าง

    สวัสดีครับคอนเทนต์ตอนนี้ผมจะมาแนะนำวิธีการเลือกซื้อไมโครโฟนสำหรับคนเริ่มต้น คงมีปัญหากันบ้างแหละว่าควรซื้อแบบไหน มีวิธีคิดยังไงเพื่อให้คุ้มค่าสำหรับมือใหม่ ต้องดูอะไรบ้างเดี๋ยวเรามาหาคำตอบในคอนเทนต์นี้กันครับ

    FEB03Lensgo 348C_1

    1.  ต้องรู้ว่าอยากได้ไมโครโฟนไปการใช้งานแบบไหนหรือถ่ายงานอะไร
    อย่างแรกคือเราก็ต้องรู้ก่อนว่าเราอยากได้ไมโครโฟนมาใช้งานสำหรับอะไร เช่น การทำคอนเทนต์วิดีโอ การทำ Vlog หรือจะพอรู้แค่ว่าใช้บันทึกเสียงพูดก็ยังดีครับ เพราะจะได้กำหนดได้ว่าควรเลือกไมโครโฟนที่เก่งในด้านไหนมาใช้

    FEB03Lensgo 348C_2

    2.  สถานที่ที่จะใช้งานเป็นหลัก เช่น สตูดิโอ งานอีเวนต์
    ประเด็นต่อมาคือลักษณะสถานที่ครับว่าเราจะต้องเจอสถานที่แบบไหน ส่วนนี้สำคัญตรงพื้นที่นั้น ๆ เนี่ยสะดวกต่อการบันทึกเสียงหรืออุปสรรคมากน้อยแค่ไหนครับ

    FEB03Lensgo 348C_3

    ยกตัวอย่างในสตูดิโอ เราสามารถคุมทั้งคน ทั้งเสียงบรรยากาศรอบ ๆ ได้ค่อนข้างดี อาจจะเลือกใช้ไมโครโฟนได้หลากหลาย เช่น ไมค์ช็อตกันก็ได้ ไมค์โครโฟนไร้สายอย่าง Lensgo 348C ก็ได้ครับ
    แต่ถ้าหากเป็นโลเคชั่นนอกสถานที่ มีงานอีเวนต์อาจจะต้องเลือกได้แค่ไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C เป็นหลักเพราะความเรียบง่ายและเหมาะสมกับการบันทึกเสียงพูดนอกสถานที่มากกว่า

    3.  มีพิธีกรในการพูดคนเดียว หรือสองคนขึ้นไป
    อีกข้อมูลประกอบนึงสำหรับการเลือกไมโครโฟนมาใช้คือ คอนเทนต์ที่เราถ่ายทำมีพิธีกรพูดกี่คน ถ้าหากว่าคนเดียวอาจจะเลือกเป็นไมโครโฟน Shotgun ก็ได้ หรือถ้าพูดคนเดียวและถ่ายใน Studio อาจจะใช้ไมโครโฟนที่ติดตั้งกับโต๊ะก็ได้

    FEB03Lensgo 348C_4

    แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เน้นความสะดวก หรือพิธีกรพูดสองคนขึ้นไป ไมโครโฟนที่เหมาะสมก็มักจะเป็นไมโครโฟนแบบไร้สายที่ต้องมีตัวส่งสัญญาณ 2 ตัว ต่อตัวรับ 1 ตัวเป็นต้นครับ

    4.  ต้องการเสียงพูดเป็นหลัก หรือใช้สำหรับการร้องเพลง บันทึกเสียงเครื่องดนตรี
    อีกเรื่องคือเราต้องการเสียงพูดเป็นหลักหรือเพื่อการบันทึกเสียงงานด้านดนตรี เพราะไมโครโฟนที่ใช้สำหรับสองงานนี้ก็จะมีความแตกต่างกันแบบชัดเจนมาก ถ้าหากเสียงร้อง เราอาจจะเลือกใช้ไมโครโฟนแบบ Dynamic หรือ Condenser ก็ยังได้เลย ลักษณะก็จะเหมือนไมโครโฟนร้องเพลงครับ แต่ถ้าหากเครื่องดนตรีเป็นชิ้น มีการเก็บรายละเอียดเสียงที่ละเอียดอ่อนก็ต้องเป็นไมโครโฟนแบบ Condenser ที่จะไวต่อการรับเสียงมาก ๆ

    FEB03Lensgo 348C_5

    สำหรับการทำคอนเทนต์ประเภทบันทึกเสียงพูดนั้นด็ต้องเป็นไมโครโฟนแบบ Wireless ก็น่าจะเหมาะสมกว่าเพราะออกแบบมาให้เก็บเสียงพูดเป็นหลักและสามารถทำงานได้ง่าย ไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริมในการบันทึกเสียง

    5.  บันทึกลงกล้องโดยตรง เข้าคอม หรือต่อกับ Audio Interface อื่น
    อีกเรื่องที่ต้องคิดด้วยคือเวลาที่เราใช้งาน เราต้องการที่จะต่อเข้ากล้องโดยตรงเลยไหม หรือต้องใช้งานกับ Audio Interface อื่นอีก เพราะสายต่อพวกนี้จะไม่เหมือนกัน

        FEB03Lensgo 348C_6

    FEB03Lensgo 348C_7                                                                                     

    การต่อระหว่างไมโครโฟนไปที่กล้องโดยตรงจะใช้สาย TRS to TRS

    • การต่อระหว่างไมโครโฟนไปยัง Audio Interface จะใช้ไมโครโฟนที่เป็นสายต่อแบบ XLR
    • การต่อระหว่างไมโครโฟนไปยัง Laptop, PC จะใช้ไมโครโฟนที่เป็นสายต่อแบบ USB ตรง หรือแบบสายต่อแบบ XLR เข้า Audio Interface และต่อเข้าคอมอีกที

          FEB03Lensgo 348C_8

    FEB03Lensgo 348C_9                                                        

    จะเห็นได้ว่าไมโครโฟนเมื่อมีการใช้งานกับอุปกรณ์ที่แตกต่างกันนั้น วิธีการก็จะแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ

    นี่ก็เป็นเรื่องพื้นฐานที่มือใหม่ควรจะรู้ไว้ก่อนที่จะเลือกซื้อไมค์มาใช้ครับ ถ้าหากซื้อไม่ตรงกับงาน อาจจะได้เสียงที่ไม่ตรงความต้องการ ใช้งานยาก หรืออาจะต่อเข้ากับอุปกรณ์ของเราไม่ได้เลย

  • รีวิวทดสอบไมโครโฟน Lensgo 348C ใช้ถ่ายทำกับ iPhone ในการถ่ายวิดีโอ และคอนเทนต์สำหรับ YouTuber

    รีวิวทดสอบไมโครโฟน Lensgo 348C ใช้ถ่ายทำกับ iPhone ในการถ่ายวิดีโอ และคอนเทนต์สำหรับ YouTuber

    รีวิวทดสอบไมโครโฟน Lensgo 348C ใช้ถ่ายทำกับ iPhone ในการถ่ายวิดีโอ และคอนเทนต์สำหรับ YouTuber หลายคนที่เพิ่งเริ่มถ่ายคอนเทนต์วิดีโอและยังไม่มีงบประมาณมาก แต่มีเป้าหมายว่าต้องการจะผลิตวิดีโอได้ทันที การใช้กล้องของ iPhone ดูจะเป็นทางเลือกที่ดีมากและเริ่มต้นได้ง่ายทันที

    Lensgo-01-APL01

    เพียงแต่สิ่งที่ต้องเสริมหน่อยคือเรื่องของคุณภาพเสียง ในวันนี้ก็เลยจะใช้ iPhone SE คู่กับ Lensgo 348C จัดเป็นเซ็ตสำหรับการถ่ายวิดีโอพร้อมบันทึกเสียงโดยใช้แอพเดิม ๆ จากในตัวมือถือเลย เดี๋ยวเราไปดูเหตุผลที่ต้องใช้เซ็ตนี้และการทดสอบกันครับ

    รีวิวทดสอบไมโครโฟน Lensgo 348C ใช้ถ่ายทำกับ iPhone ในการถ่ายวิดีโอ และคอนเทนต์สำหรับ YouTuber

    1. เหตุผลที่ต้องใช้ไมโครโฟนชุดนี้
    ความเรียบง่ายคือหัวใจและการลงทุนที่ไม่สูงสำหรับคนที่ใช้ iPhone อยู่แล้ว ความสามารถของการถ่ายวิดีโอด้วยการใช้ iPhone นั้นได้คุณภาพที่สูงในระดับ 4K เพียงแค่มีส่วนที่ต้องเสริมขึ้นมาก็คือเรื่องของคุณภาพในการบันทึกเสียงนั่นแหละครับ

    Lensgo-02-APL01

    ในด้านของการบันทึกเสียงนั้น Microphone Lensgo 348C จะสามารถบันทึกเสียงได้ไกลกว่า 50 เมตรเลย สูงสุดที่ประมาณ 70 เมตร ซึ่งเพียงพอกับการทำงานนะครับ

    2. รูปแบบการติดตั้งไมโครโฟน Lensgo 348C ร่วมกับ iPhone
          อุปกรณ์ที่ใช้   1. iPhone SE  2. Adapter 3.5mm ของ iPhone  3. สายต่อ TRS to TRRS  4.Lensgo 348C

    รูปแบบในการติดตั้งกับ iPhone ที่เราทดสอบกันคือ เราจะใช้ iPhone SE ประกบคู่กับตัวล็อคมือถือที่สามารถใส่ไมโครโฟนด้านบนได้

    Lensgo-03-APL01

    จากนั้นต่อตัวรับขึ้นไปด้านบนแล้วเชื่อมต่อกันด้วยสาย TRS to TRRS ด้านสองขีดจะต่อกับตัวรับ ด้านที่เป็นสามขีด จะต่อที่ตัว Adapter ของ iPhone ซึ่งจะเป็นหัว Lighting เข้าไปอีกที ทำให้สามารถทำงานร่วมกันได้

    Lensgo-04-APL01

    Lensgo-05-APL01

    Lensgo-06-APL01

    Lensgo-07-APL01

    จากนั้นก็เปิดไมโครโฟนก็สามารถที่จะถ่ายวิดีโอและบันทึกเสียงได้ทันทีครับ

    3. การตั้งค่าไมโครโฟน
    ในการตั้งค่าไมโครโฟนนั้นจะต้องตั้งค่าที่ตัวรับสัญญาณว่าจะให้ระดับเสียงอยู่ที่เท่าไหร่ โดยที่ผมแนะนำก็ให้ดู Gain เสียงเป็นหลักครับแล้วก็ตั้งตามที่ต้องการ เพียงแต่ไม่ให้เกิดขีดของไมโครโฟนที่แสดงผล ถือว่าใช้งานได้ครับ

    Lensgo-08-APL01

    นอกจากนี้ถ้าเอาให้ชัวร์คือควรจะกด Record ลง microSD Card โดยตรงด้วย วิธีการก็เพียงแค่กดปุ่ม REC ตรงตัวส่งสัญญาณก็ถือว่าใช้ได้แล้วครับ เผื่อว่าการบันทึกลง iPhone แล้วอาจจะเกิดคาวมไม่ราบรื่นบางอย่าง เรายังมี Backup เสียงจากในตัว microSD Card ครับผม

    Lensgo-09-APL01

    4. การทดสอบและผลการทดสอบ
    ทางด้านคุณภาพเสียง ไมโครโฟน Lensgo 348C สามารถที่จะรับเสียงได้ดี ยืนห่างจาก iPhone หรือว่าจะเป็นการถ่าย Vlog เราก็ยังสามารถที่จะทำได้เลย หรือจะตั้งกล้องถ่ายเหมือนรายการจริงจังก็สามารถทำได้

    Lensgo-10-APL01

    นอกจากนี้การตั้งค่าก็ทำได้ง่ายครับเพียงแค่เราปรับผ่านตัวรับสัญญาณก็ถือว่าจบแล้ว สามารถทำงานได้อย่างสะดวกเลย

  • สิ่งที่มือใหม่ต้องรู้และเข้าใจเกี่ยวกับไมโครโฟนไร้สายก่อนการนำมาใช้

    สิ่งที่มือใหม่ต้องรู้และเข้าใจเกี่ยวกับไมโครโฟนไร้สายก่อนการนำมาใช้

    ที่มือใหม่ต้องรู้และเข้าใจเกี่ยวกับไมโครโฟนไร้สายก่อนการนำมาใช้ ซึ่งคอนเทนต์ตอนนี้จะเน้นไปที่การอธิบายพื้นฐานสำหรับคนเริ่มต้นครับว่า ควรเข้าใจเกี่ยวกับไมโครโฟนในเรื่องอะไรบ้าง

    Lensgo-01-APL04
    1.  รู้ประเภทของงานและความเหมาะสมในการเลือกไมโครโฟนมาใช้
    สิ่งแรกที่ต้องรู้เลยคือประเภทของงาน และเนื้องานที่ทำ เพื่อกำหนดว่าไมโครโฟนที่เราต้องใช้ควรเป็นแบบไหน ผมขอยกตัวอย่างคร่าว ๆ ดังนี้นะครับ
     Lensgo-02-APL04

    1.1 งานสัมภาษณ์ ที่ต้องมีคนพูด 2 คน โต้ตอบกัน และอยู่ห่างจากกล้องประมาณ 1-2 เมตร อันนี้อาจจะต้องใช้ Wireless Microphone คงสะดวกกว่า
    1.2 งานรีวิวสินค้าที่พูดอยู่หน้ากล้อง ทำงานคนเดียว อาจจะใช้ไมโครโฟนไวเรส หรือว่าไมโครโฟนแบบช็อตกันก็ได้
    1.3 งานสตรีมเมอร์ เน้นพูดหน้ากล้อง อาจจะเป็นไมโครโฟนไวเรส หรือไมโครโฟนตั้งโต๊ะ ก็ทำได้เหมือนกัน
    จะเห็นได้ว่าการรู้จักงานที่เราทำอยู่ จะทำให้เรากำหนดได้ว่าไมโครโฟนที่ใช้ควรเป็นลักษณะไหนและเตรียมแผนเพื่อแก้ปัญหางานยังไงครับ

    2. จุดเด่นของไมโครโฟน Wireless
    ที่ต้องแนะนำไมโครโฟนแบบ Wireless สำหรับมือใหม่เหตุผลเพราะเรื่องความง่ายในการใช้งาน คือปัจจุบันเราสามารถที่จะเปิดไมโครโฟนแล้วทุกอย่างจะเชื่อมต่อกันเองโดยที่เราไม่ต้องทำอะไรให้วุ่นวาย

    Lensgo-03-APL04

    นอกจากนี้ยังสามารถที่จะต่อเข้ากับกล้อง Smartphone หรือ Mirrorless ได้เลย การควบคุมทุกอย่างเราก็สามารถควบคุมผ่านตัวรับสัญญาณ เนื้อเสียงของไมโครโฟนแบบ Built In ก็ทำได้ดีมาก ๆ แล้วสำหรับปัจจุบัน และการส่งสัญญาณก็ยังไกลถึง 70 เมตรเลย

    3.  การติดตั้งที่เหมาะสม
    การติดตั้งที่เหมาะสมสำหรับ Microphone Wireless ในที่นี้จะเป็นตัวส่งสัญญาณที่จะเป็นไมโครโฟน ​Built In ในตัว ซึ่งเราควรจะติดบริเวณหน้าอกของผู้พูดครับ เพราะเป็นตำแหน่งที่รับเสียงพูดได้ดี แล้วก็ไม่ดูสะดุดตาจนเกินไป ผู้พูดสามารถทำหน้าที่พิธีกรได้อย่างมั่นใจครับ

    Lensgo-04-APL04

    ส่วนตัวรับสัญญาณนั้นสามารถติดที่บน Hot Shoe ของกล้องได้เลย แล้วก็สามารถทำคอนเทนต์ได้ตามแผนที่วางเอาไว้

    4.  วิธีการต่อกับกล้องและการตั้งค่าที่เหมาะสม
    การต่อไมโครโฟนไร้สายในตัวอย่างนี้จะใช้ Lensgo 348C ครับ ต่อกับ Sony A7C เริ่มต้นให้ใช้สาย TRS to TRS ต่อเข้าระหว่างตัวรับของไมโครโฟนและกล้องให้เรียบร้อยก่อน

    Lensgo-05-APL04

    จากนั้นก็ทำการเปิดตัวรับและตัวส่งสัญญาณให้เรียบร้อย พร้อมกับตั้งค่ากล้อง โดยที่ให้ระดับเสียงในกล้องอยู่ที่ระดับกลางของการรับเสียงทั้งหมด จากนั้นเปิดตัวรับสัญญาณ และพยายามตั้งค่าของเสียงให้อยู่ที่ -12dB ครับ

    Lensgo-06-APL04

    5. ข้อจำกัดของ Microphone Wireless
    ข้อจำกัดของ Microphone Wireless ก็คือ ลักษณะงานประเภทร้องเพลงไม่เหมาะกับไมโครโฟนแบบนี้ครับ เพราะการรับเสียงจะเน้นการพูดที่คมชัด จะแตกต่างจากมิติของไมโครโฟนที่ออกแบบมาเพื่องานอัดเสียงสำหรับร้อง เพราะตัวนั้นจะมีความไวต่อเสียงมากกว่าและเน้นใช้เฉพาะในห้องที่ออกแบบสำหรับงานอัดเสียงโดยเฉพาะ

    Lensgo-07-APL04

  • ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการใช้ไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C เพื่อถ่ายวิดีโอและการไลฟ์สด

    ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการใช้ไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C เพื่อถ่ายวิดีโอและการไลฟ์สด

    คอนเทนต์ในตอนนี้จะเป็นความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการใช้งานไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C เพื่อการถ่ายวิดีโอและการไลฟ์สด ซึ่งจะเป็นการปูพื้นฐานในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับไมโครโฟนในการทำงานร่วมกับกับกล้อง ซึ่งจะต่อยอดความเข้าใจไปถึง Workflow ทั้งหมดของการทำงานครับ

    1. คุณภาพเสียงสำคัญยังไงกับงานวิดีโอ
    สิ่งแรกเรามาทำความเข้าใจกันก่อนครับว่าทำไมเสียงถึงสำคัญกับวิดีโอมากขนาดนั้น ในการทำคอนเทนต์สิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญแน่นอนว่ามีเรื่องของคุณภาพวิดีโอ เรื่องความสว่าง สีสวย แต่ในคอนเทนต์สิ่งที่ทำให้วิดีโอสื่อสารได้ก็มีเรื่องของเสียงด้วยครับ

    sound-frequency

    ยิ่งเสียงพูดที่ต้องอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจ หรือการโปรโมตสินค้าใหม่ ๆ จำเป็นอย่างมากที่เราจะต้องใช้เนื้อเสียงที่คมชัด น่าฟัง สื่อสารได้ นี่ก็เป็นเหตุผลว่าเสียงส่งผลต่อทั้งความเข้าใจ อารมณ์ และการสื่อสารผ่านทางเสียงก็เป็นหนึ่งในการรับรู้ที่สำคัญอย่างนึงนั่นเอง ดังนั้นการเลือกใช้ไมโครโฟนที่ได้คุณภาพเสียงที่ดี คมชัด ทำงานได้ง่าย ก็ช่วยให้วิดีโอมีความน่าสนใจมากขึ้นครับ

    2. ปัจจัยที่ทำให้เสียงมีคุณภาพที่ดีและมีความคมชัด
    ทีนี้พอเราเข้าใจแล้วว่าเสียงมีความสำคัญกับงานวิดีโอแล้ว คำถามต่อมาที่มักจะเกิดขึ้นก็คือแล้วเราจะทำให้เสียงมีคุณภาพที่ดี มีความคมชัดได้ยังไง ซึ่งมีปัจจัยอยู่ 3 อย่างด้วยกัน

    Lesgo-EP01 (2)

    2.1 คุณภาพของอุปกรณ์ในการบันทึกเสียง
    อย่างแรกคือเรื่องของคุณภาพตัวอุปกรณ์ก่อนเลย ตัวอุปกรณ์การบันทึกเสียงต้องดี และเลือกใช้อย่างเหมาะสมกับการทำงานของเรา ยกตัวอย่างเช่นการบันทึกเสียงสำหรับงานพิธีกร หรือคอนเทนต์ YouTube ต้องเน้นไมโครโฟนที่บันทึกเสียงพูดได้ชัด เก็บเสียงบรรยากาศรอบ ๆ ได้อย่างเหมาะสม และทำงานได้สะดวก เหมาะกับการทำงานในทีมเล็ก ๆ

    Lesgo-EP01 (6)

    หากเราได้อุปกรณ์บันทึกเสียงที่ดี ใช้งานง่าย และการทำงานเหมาะสม จะช่วยให้เราบันทึกเสียงได้ดีขึ้นอย่างแน่นอน แต่ก็ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยที่จะกล่าวถึงต่อไปด้วย

    2.2 สถานที่ที่เหมาะกับการบันทึกเสียง
    ต่อมาคือเรื่องของสถานที่ ที่เหมาะสมกับการบันทึกเสียง คือตัวไมโครโฟนเนี่ยทำหน้าที่ในการรับเสียงให้เหมาะกับเสียงที่เราต้องการบันทึก แต่ว่าสถานที่ที่เหมาะกับเสียงพูดก็ยกตัวอย่างเช่น ในสตูดิโอ หรืองานอีเวนต์บริเวณที่ไม่เกิดเสียงรบกวนดังเกินไปมากนัก ซึ่งก็จะช่วยให้เราสามารถที่จะอัดเสียงพูดได้

    Lesgo-EP01 (8)

    ซึ่งการเลือกสถานที่ที่เหมาะสม ทำให้เราสามารถบันทึกเสียงตามงานที่เราต้องการได้เลย อย่างงานอีเวนต์ ผมก็จะเลือกสถานที่ที่ไม่เกิดเสียงดังรบกวนเกินไป คนคุยกันไม่ดังเกินกว่าเสียงของผมเวลาพูดเข้าไมโครโฟน หรือถ้าดีหน่อยเราสามารถถ่ายวิดีโอและบันทึกเสียงในสถานที่ ที่เสียงรบกวนน้อยมาก ๆ ก็จะดีมากครับ เพราะงั้นเสียงรบกวนมาได้หลากหลายแบบ ทั้งเป็นรูปแบบของเสียงที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เสียงลม เสียงน้ำตก หรือจะมาในรูปแบบงานอีเวนต์ที่เป็นเสียงบรรยากาศในงาน เราต้องระวังไม่ให้เสียงเหล่านี้ดังเกินไปครับ

    2.3 การตั้งค่าที่เหมาะสมกับการบันทึกเสียง
    ต่อมาคือเรื่องของการตั้งค่าไมโครโฟนให้เหมาะสมกับการบันทึกเสียง คือถ้าหากว่าเราใช้ไมโครโฟนที่ดี ไมโครโฟนก็รับเสียงได้ง่าย แต่ถ้าหากตั้งค่าไม่เหมาะสมก็อาจจะทำให้เราได้เนื้อเสียงที่ไม่เหมาะสมได้ เช่น ดังไปจนเสียงแตก หรือเบาไปจนฟังไม่รู้เรื่อง

    Lesgo-EP01 (9)

    ดังนั้นการตั้งค่ารับเสียงที่ตัวกล้องและตัวไมโครโฟนอย่างเหมาะสมจะทำให้เนื้อเสียงที่ได้มีคุณภาพ เหมาะกับการทำงานของเราครับ

    3. ข้อดีของไมโครโฟนไร้สายในการทำงานวิดีโอ
    คราวนี้เรามาดูเรื่องของข้อดีในการใช้ไมโครโฟนไร้สายในการทำงานด้านวิดีโอกันบ้าง ซึ่งผมจะยกมาเป็นประเด็นหลัก ๆ ที่เข้าใจได้ง่ายก็คือ ไมโครโฟนไร้สายบันทึกเสียงได้ดีมาก ทั้งเสียงพูด และเสียงบรรยากาศโดยรอบ สามารถบันทึกเนื้อเสียงคนพูดได้ดี เวลาฟังแล้วเราแยกได้ว่าเสียงพูดมีระดับที่ต่างจากเสียงบรรยากาศ เพราะไมโครโฟนสามารถติดตั้งไว้ใกล้ปากคนพูดได้

    Lesgo-EP01 (7)

    นอกจากเรื่องคุณภาพเสียงแล้วยังมีเรื่องของการทำงานที่ง่ายกับอุปกรณ์ถ่ายวิดีโอด้วย ซึ่ง Lensgo 348C ก็เป็นไมโครโฟนไร้สายที่สามารถต่อกับกล้องได้เกือบทุกแบบ และยังทำงานได้ง่ายแม้ว่าผู้ใช้ยังเป็นมือใหม่ก็ยังสามารถทำงานได้ง่ายนั่นเอง ด้วยข้อดีเหล่านี้ทำให้คนที่ทำงานสามารถทำงานได้ง่ายและได้คุณภาพของเนื้อเสียงที่ดีด้วย

    4. การต่อไมโครโฟนร่วมกับ Smartphone และกล้อง GoPro ต้องใช้สาย TRS to TRRS ในการต่อไมโครโฟนเข้ากับอุปกรณ์
     พื้นฐานเรื่องต่อมาที่ต้องรู้คือการต่อไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C ร่วมกับ Smartphone ไม่ว่าจะเป็น iPhone หรือ Android และการต่อไมโครโฟนร่วมกับกล้อง GoPro

    Lesgo-EP01 (1)

    ไมโครโฟน Wireless Lengo 348C นั้นสามารถที่จะเชื่อมต่อได้เลย เพียงแค่ต้องใช้อุปกรณ์เพิ่ม 1 ตัวคือสายเชื่อมต่อจากตัวรับสัญญาณไปยัง Smartphone นั้น ต้องใช้สายแบบ TRS to TRRS เพราะสายต่อไมโครโฟนไปยังกล้องทั่วไปจะเป็นสายแบบ TRS to TRS (จะมีขีดสองขีดที่ส่วนหัวของแจ็ค) แต่การต่อเข้ามือถือต้องต่อเป็น TRRS ดังนั้นสายที่ต่อเพียงแค่ใช้สาย TRS to TRRS ก็สามารถที่จะใช้ไมโครโฟน Lensgo 348C เข้ากับกล้อง Smartphone หรือ GoPro ได้แล้วครับ

    ส่วนวิธีการต่อก็คือให้เอาตัวรับสัญญาณต่อเข้ากับกล้องโดยใช้สาย TRS to TTRS เป็นสายเชื่อมต่อ โดยหัวที่เป็น TRS (จะมีสองขีด) ให้ต่อเข้ากับตัวรับ และสาย TRRS (จะมีสามขีด) ต่อเข้ากับตัวส่งสัญญาณ จากนั้นเปิดไมโครโฟนทั้งตัวส่งและตัวรับ ไมโครโฟนก็จะเชื่อมต่อหากันเอง จากนั้นก็เปิดกล้อง ก็เป็นอันเรียบร้อยครับ

     5. การต่อไมโครโฟนร่วมกับกล้อง Mirrolress
    พื้นฐานต่อมาก็คือการต่อไมโครโฟนร่วมกับกล้อง Mirrorless อันนี้ใช้งานง่าย เพราะใช้สาย TRS to TRS มาตรฐานในการเชื่อมต่อตามปกติครับ เพราะเป็นการใช้สายมาตรฐานในการเชื่อมต่ออยู่แล้ว

    Lesgo-EP01 (3)

    ซึ่งวิธีการต่อไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C ไปยังกล้อง Mirrorless ก็คือ ให้เอาตัวรับต่อเข้าที่บน Hotshoe, Cold Shoe ของกล้อง และเชื่อมต่อด้วยกันผ่านสาย TRS to TRS จากนั้นทำการเปิดกล้อง เปิดไมโครโฟนทั้งตัวรับและตัวส่ง ก็สามารถที่จะใช้ไมโครโฟนในการบันทึกเสียงได้เลย

     6. วิธีการต่อกล้องและไมโครโฟนเข้าไปใช้ในระบบไลฟ์สด
    ต่อมาคือวิธีต่อกล้องและไมโครโฟนเข้าไปที่ระบบไลฟ์สด โดยการต่อคร่าว ๆ คือเราจะต่อกล้องและไมโครโฟนตามปกติแบบวิธีข้างต้นเลย เพียงแต่ขั้นตอนที่ถูกเพิ่มขึ้นมาเราจะต้องต่อสาย HDMI ส่งสัญญาณภาพและเสียงออกจากกล้องครับ แล้วนำไปต่อเข้ากับ Capture Card หรือกล่อง Live เพื่อให้ Capture Card เป็นตัวกลางในการนำสัญญาณเข้าไปที่ Laptop, Computer อีกที

    Lesgo-EP01 (4)

    จากนั้นเราจะต่อสาย USB เพื่อส่งสัญญาณภาพและเสียงที่ Capture Card ได้รับ ส่งเข้าไปที่ Laptop, Computer ของเราได้เลย จากนั้นพอเปิด Software Live ตัวระบบจะมองเห็น Capture ของเรา เราก็สามารถเลือกสัญญาณภาพและเสียงได้เลยครับ

     7. ความรู้เกี่ยวกับสายสัญญาณที่ใช้กับกล้อง Mirrorless และกล้องมือถือหรือ Action Camera
    สุดท้ายคือความรู้ที่ต้องรู้เลยเกี่ยวกับสายสัญญาณที่ไมโครโฟนใช้กับกล้อง Mirrorless และกล้องมือถือหรือ Action Camera จะใช้สายที่แตกต่างกัน (คุณน่าจะเห็นแล้วจากเนื้อหาด้านบนก่อนหน้านี้)
    สายสัญญาณที่จะต่อจากตัวรับสัญญาณไปยังกล้อง Mirrorless จะใช้สาย TRS to TRS สังเกตตรงหัวจะมีสองขีดครับ
    สายสัญญาณที่จะต่อจากตัวรับสัญญาณไปยังกล้อง Action Camera, Smartphone จะใช้สาย TRS to TRRS สังเกตว่าจะมีสามขีด

    Lesgo-EP01 (5)

    หากเราใช้สายสัญญาณในการต่อที่ไม่ถูกต้อง จะทำให้เสียงไม่เข้าไปที่อุปกรณ์ของเราครับ เลือกใช้ให้ถูกต้องนะครับ

    สำหรับผู้ที่สนใจไมโครโฟน หรือต้องการสอบถามเรื่องไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C สามารถสอบถามได้ที่ ShutterB Thailand พร้อมให้บริการทั้งก่อนและหลังการขายครับ

  • วิธีการตั้งค่าไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C เพื่อให้เสียงรบกวนหายไปมากที่สุด

    วิธีการตั้งค่าไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C เพื่อให้เสียงรบกวนหายไปมากที่สุด

    การใช้ไมโครโฟนเพื่อบันทึกเสียงสิ่งที่เราคาดหวังมากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของความชัดเจนของเสียงที่เราบันทึกมาได้ แม้ว่าการใช้ไมโครโฟนที่ดีจะทำให้เราได้เนื้อเสียงที่คมชัดแล้ว แต่ก็ยังมีสิ่งนึงที่เราต้องทำความเข้าใจก็คือเรื่องของเสียงรบกวนรอบ ๆ ที่เราไม่พึงประสงค์

    Lensgo-348C

    ยกตัวอย่างเช่น เสียงแอร์ในห้องที่อาจจะดัง เสียงพูดคนของคนบริเวณรอบ ๆ ที่เข้ามาในไมโครโฟน ซึ่งพื้นฐานไมโครโฟนจะทำหน้าที่ในการรับเสียงเข้ามา แล้วก็บันทึกลงไปโดยตรง ดังนั้นการที่เราตั้งค่าไมโครโฟนไม่เหมาะสม หรือการนำไมโครโฟนไปใช้ไม่ถูกวิธีก็อาจจะทำให้เสียงรบกวนดังแล้วก็เข้ามารบกวนเราได้ ซึ่งในวันนี้เราจะมาแนะนำวิธีกันว่า ถ้าจะให้เสียงรบกวนหายไปมากที่สุดเราต้องทำยังไง   

    1. ติดไมโครโฟนบริเวณหน้าอกและยืนหันหลังให้กับแหล่งกำเนิดเสียงนั้น ๆ
    วิธีแรกคือการติดไมโครโฟนบริเวณหน้าอกและยืนหันหลังให้กับแหล่งกำเนิดเสียง อันนี้จะเป็นการใช้ ไมโครโฟน Lensgo 348C แบบใช้ไมโครโฟน Built-In ของตัวไมโครโฟนครับ

    Lensgo 348C-INSTALL

    ซึ่งพื้นฐานเดิมของไมโครโฟนแบบ Built In นั้นจะรับเสียงได้กว้าง เนื้อเสียงดี แต่ถ้าหากพื้นที่ที่เราอยู่มีเสียง Ambient โดยรอบดังจริง ๆ ให้เราติดไมโคโฟนบริเวณหน้าอกเพื่อที่จะรับเสียงพูดได้ชัด แล้วก็ควรจะยืนหันหลังให้กับแหล่งกำเนิดเสียงที่รบกวนตรงนั้นครับ เป็นไปได้ควรเดินห่างออกมาหน่อยด้วยจะดีมาก ๆ เพื่อให้เสียงรบกวนเหล่านั้นลดลงครับ

    Test-Mic-Lensgo

    คราวนี้การยืนหันให้กับเสียงรบกวนเหล่านั้นช่วยได้ยังไง เหตุผลก็เพราะว่าตัวเราเองจำเป็นเหมือนกำแพงที่จะคอยซับเสียงไม่ให้เข้ามาที่ตัวไมโครโฟนของเราครับ และการวางไมค์ที่หน้าอกก็ทำให้เสียงพูดของเราอยู่ใกล้ไมโครโฟนมากขึ้น เสียงพูดก็จะชัดเจนด้วยครับ

    2. ใช้ไมโครโฟนแบบ Lavalier เพื่อให้ได้เสียงพูดที่คมชัดขึ้น ลดระยะในการรับเสียงลง
    วิธีที่สองจะเป็นอีกวิธีที่จะทำให้เสียงบรรยากาศรอบข้างเข้ามาได้น้อยลงกว่าเดิมอีกก็คือ การต่อไมโครโฟนเสริมเป็นแบบ Lavalier Microphone ซึ่งไมโครโฟนแบบนี้ระยะการรับเสียงแคบลงมาครับ

    cable-3.5mm

    ซึ่งไมโครโฟนแบบ Lavalier ก็มีความคล้ายกับ Built In Microphone Lensgo 348C แต่ลักษณะเฉพาะของ Lavalier Microphone จะรับเสียงแคบ ๆ เพื่อโฟกัสในการรับเสียงพูดของเรามากยิ่งขึ้น สังเกตได้เลยว่ารายการต่าง ๆ ตาม Event ที่มีเสียงรบกวนเยอะ เขาจะใช้ไมโครโฟนแบบ Lavalier เพื่อให้เสียงพูดมีความชัดเจนครับ อีกทั้งยังจัดการกับเสียงบรรยากาศรอบ ๆ ได้มากขึ้นด้วย

    ืneck-install

    3. ติดไมโครโฟนแบบ Lavalier ไว้ใต้เสื้อ และอยู่ใกล้บริเวณหน้าอกของเรา
    วิธีที่สามก็คือการติดไมโครโฟน Lavalier ไว้ใต้เสื้อและควรอยู่บริเวณหน้าอกของเราด้วย ซึ่งการทำแบบนี้ก็จะทำให้เสียงรบกวนต่าง ๆ มันเข้ามาน้อยลงมากกว่าเดิมเยอะ และลักษณะพิเศษของ Microphone แบบ Lavalier คือสามารถติดตั้งใต้เสื้อผ้าได้สะดวกอีกด้วย

    Neck-install-2

    4.ลดระดับการรับเสียงของไมโครโฟนลง และเพิ่มน้ำหนักเสียงพูดของเราให้มากขึ้น
    วิธีที่สี่ก็คือการลดระดับการรับเสียงของไมโครโฟนลง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นคือระยะในการรับเสียงของไมโครโฟนก็จะน้อยลงไปด้วย ทำให้เสียงรบกวนเข้ามาน้อยลงอย่างมาก

    test-complete

    และสิ่งที่เราต้องทำต่อมาก็คือการฝึกพูดให้น้ำเสียงมีความดังมากขึ้นกว่าเดิม วิธีนี้เป็นวิธีที่ใช้กันบ่อยในงานอีเวนต์ต่าง ๆ ที่มีเสียงรบกวนเยอะ เราจะติดตั้งไมโครโฟนใกล้ ๆ ปากของเราและลดระดับการรับเสียงเพื่อไม่ให้เสียงรบกวนมันเข้ามาได้ และพูดให้ดังขึ้นแทน

     เทคนิคนี้พิธีกรจะเหนื่อยหน่อยเพราะต้องใช้น้ำเสียงที่ดังขึ้น แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความคมชัดของเสียงพูดของเรานั่นเองครับ

    (เพิ่มเติม…)

  • การตั้งค่า Microphone Lensgo 348C ร่วมกับโปรแกรม Zoom และแอพสำหรับประชุมออนไลน์

    การตั้งค่า Microphone Lensgo 348C ร่วมกับโปรแกรม Zoom และแอพสำหรับประชุมออนไลน์

    คอนเทนต์ในตอนนี้จะสอนการ Setup Microphone Lensgo 348C ในการต่อร่วมกับกล้องเพื่อใช้งานประชุมออนไลน์ อย่างแอพ Zoom และ Software อื่น ๆ ได้ โดยใช้วิธีการเดียวกันครับ ซึ่งอุปกรณ์ที่ต้องใช้มีดังนี้
    1.  กล้อง Mirorless, Compact หรือกล้องที่สามารถส่งสัญญาณภาพและเสียงออกไปยัง HDMI Port ได้
    2. ไมโครโฟน Wireless Lensgo 348C
    3. กล่องไลฟ์ หรือ Capture Card
    4. ซอฟต์แวร์สำหรับประชุม เช่น Zoom หรือบริการอื่น ๆ ที่เราใช้งานอยู่

    Lensgp-EP08 (12)

    1.ภาพรวมของการทำงานทั้งหมดเพื่อให้เข้าใจภาพร่วมกัน
    ภาพรวมแรกที่เราต้องเข้าในกระบวนการทำงานคือ จะมีเรื่องภาพและเสียงที่ออกมาจากกล้อง โดยส่งผ่านสาย HDMI Output ของกล้องครับ ซึ่งตัวไมโครโฟนจะต่อกับกล้อง และตัวกล้องจะส่งสัญญาณออกมาทั้งภาพและเสียงไปยัง Capture Card จากนั้น Capture Card จะรับภาพและเสียงจากตัวกล้อง ในขณะเดียวกันก็จะส่งต่อสัญญาณที่ได้รับมาไปยังคอมพิวเตอร์, แล็บท็อปอีกที และสุดท้ายคือโปรแกรม Zoom จะทำหน้าที่รับสัญญาณจาก ​Capture Card ไปแสดงผลครับ

    Lensgp-EP08 (2)
    2.การติดตั้งไมโครโฟน Lensgo 348C และกล้อง Mirorlress
    อย่างแรกคือให้เราติดตั้งไมโครโฟน Lensgo 348C เข้ากับกล้อง Mirrorless โดยกล้อง ​Mirrorless ที่ผมใช้ จะใช้กล้อง Panasonic Lumix S5 ซึ่งผมจะติดตั้งตัวรับของไมโครโฟนไว้บน Hot Shoe ของกล้อง

    Lensgp-EP08 (7)
    จากนั้นต่อสาย TRS to TRS ต่อตัวรับสัญญาณกับกล้องเข้าด้วยกัน แล้วก็จะทำการเปิดไมโครโฟนทั้งตัวรับตัวส่ง และเปิดกล้องเพื่อทดสอบสัญญาณ
    Lensgp-EP08 (3)
    หากต่อสายอย่างถูกต้องแล้วสัญญาณเสียงที่ได้รับจะแสดงผลผ่าน Audio Level ตามปกติครับ ถ้าหากว่าสัญญาณไม่เข้าให้ตรวจสอบว่าเราได้ใช้สายสัญญาณถูกต้องหรือไม่ หรือว่าต่อพอร์ตถูกต้องหรือไม่ครับ เพราะถ้าทำถูกต้องแล้ว ยังไงสัญญาณก็จะเข้าตามปกติ

    Lensgp-EP08 (8)
    3.การนำสัญญาณภาพและเสียงเข้าไปที่ระบบของ Zoom ผ่าน Capture Card
    ขั้นตอนนี้จะเป็นการนำสัญญาณภาพและเสียงเข้าไปยังระบบ Zoom ผ่านทาง Capture Card ครับ โดยเริ่มที่เราต่อสาย HDMI จากตัวกล้องออกมาก่อนครับ จากนั้นต่อสาย HDMI ไปยัง Capture Card ของเรา ซึ่ง Capture Card จะมีพอร์ตสำหรับรับสัญญาณ HDMI จากกล้องอยู่ ซึ่งภาพและเสียงจะเข้ามาผ่านพอร์ตนี้แหละครับ

    Lensgp-EP08 (4)

    Lensgp-EP08 (5)
    ขั้นตอนต่อมาคือให้เราต่อสาย USB จากตัว Capture Card ไปต่อกับ Laptop ของเราอีกทีครับ เมื่อต่อถูกต้อง ตัวระบบของ Mac, Windows ก็จะมองเห็นกล้องและไมโครโฟนเป็นชื่อ Capture Card ของเรา ซึ่งจะเป็นสัญญาณภาพและสัญญาณเสียงนั่นเองครับ


    4.วิธีตรวจสอบสัญญาณภาพและเสียงว่าเข้ามาที่ Zoom ถูกต้องหรือไม่
    การตรวจสอบสัญญาณภาพและเสียงที่เข้ามายัง Zoom ว่าถูกต้องหรือไม่ ให้เราเปิดแอพซูมขึ้นมาครับ จากนั้นกดที่เมนูหลัก zoom.us จากนั้นไปที่ Preference จะแสดงหน้าจอการตั้งค่าของระบบ Zoom ทั้งหมด

    Lensgp-EP08 (1)

    ต่อมาให้เราเลือกไปที่แถบ Audio ซึ่งจะมีส่วนที่เราต้องสังเกตคือ Microphone ครับ จะมีแถบให้เลือกว่าเป็นไมโครโฟนของอะไร ถ้าเป็นของ Capture Card ของเรา เขาจะแสดงชื่อ Capture Card ขึ้นมาครับผม ยกตัวอย่างของผมจะใช้ Blackmagic ATEM Mini ก็จะแสดงชื่อของ Blackmagic ขึ้นมาครับ จากนั้นก็ให้เราลองเปิดไมโครโฟนของเราและพูดดูครับ ถ้า Input Level ของเราขึ้นตามปกติก็คือจบครับ เพิ่มเติมในส่วนกล้อง ถ้าหากว่าเราอยากตรวจสอบสัญญาณภาพ ก็ให้เรากดที่ส่วนของ Video และเลือก Camera ให้เป็น Capture Card ของเรา ตัวแอพ Zoom ก็จะแสดงผลกล้องของเราขึ้นมาครับ

    Lensgp-EP08 (10)
    5.การตั้งค่าเสียงที่เหมาะสมสำหรับการใช้ประชุมออนไลน์หรือ Zoom
    การตั้งค่าเสียงที่ดีที่สุดสำหรับ Zoom ก็คือให้เริ่มต้นที่ตัวกล้องของเราก่อนครับ โดยที่กล้องให้เราตั้งระดับการรับเสียงไว้กลาง ๆ ก็พอครับ เช่น ถ้ากล้องเรารับได้ 30 ระดับก็ตั้งสัก 15-20 ก็พอครับ หรือถ้ากล้องเราตั้งได้แค่ 20 ระดับ ก็ตั้งค่าสัก 12 ก็ได้ครับ ส่วนสำคัญต่อมาคือตัวไมโครโฟนที่เป็นตัวรับสัญญาณ ให้เราทดสอบพูดโดยใช้น้ำหนักเสียงปกติของเราก่อน แล้วก็ดูว่าเสียงของเราอยู่ในระดับประมาณ -12dB หรือยัง ถ้าหากว่าเสียงดังไปก็ลดความดังไมโครโฟนลงมาครับ ถ้าหากว่าเสียงเบาไป ก็เพิ่มระดับการรับเสียงครับ

    Lensgp-EP08 (9)
    ถ้ากล้องของใครไม่มี Level ก็ให้เรานั้นตั้งระดับเสียงไว้ให้อยู่ในโซนสีเขียว ๆ ไม่ให้เสียงแตกครับ จากนั้นส่วนสำคัญที่เราต้องตั้งต่อคือระดับการรับเสียงใน Zoom เพราะเสียงที่เราตั้งจากกล้องคือดังพอดีก็จริง แต่ตัว Zoom จะเป็นแอพที่จัดการเสียงรอบสุดท้ายครับ เริ่มต้นให้เรามาที่ Zoom.us ก่อน จากนั้นมาที่ Audio ครับ แล้วก็เลือกไมโครโฟนเป็น Capture Card ของเรา ทีนี้ให้เรามาสังเกตที่ส่วนด้านล่าง ที่เขียนว่า Input Level และ Input Volume ซึ่ง Input Level จะคอยบอกว่าเสียงที่ตัว Zoom ได้ยินอยู่ที่ระดับไหน เราลองพูดระดับเสียงปกติก่อน จากนั้นสังเกตว่า Input Level มีมากเพียงพอไหม ถ้าเราพูดในระดับเสียงปกติ และได้เสียงที่พอดี ระบบจะแสดงสีเขียวขึ้นมาครับ

    Lensgp-EP08 (11)
    ถ้าเสียงเบาหรือดังไปเราก็ปรับเพิ่มเอาเองตรง Input Volume ครับผม, แนะนำว่าควรปิด Automatically adjust microphone volume ออกครับ เพราะเราปรับระดับเสียงด้วยตัวเองจะดีกว่าครับ แต่ถ้าใครอยากเปิดแบบ Auto ก็ได้ ไม่ผิดครับ สำหรับผู้ที่สนใจไมโครโฟน หรือต้องการสอบถามเรื่องไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C สามารถสอบถามได้ที่ ShutterB Thailand พร้อมให้บริการทั้งก่อนและหลังการขายครับ

  • การใช้ไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C สำหรับ Content Creator มือใหม่

    การใช้ไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C สำหรับ Content Creator มือใหม่

    คนที่เริ่มต้นทำคอนเทนต์วิดีโอลง YouTube หรือว่าคอนเทนต์วิดีโอรีวิวที่ต้องมีการบันทึกเสียงด้วย ผมเชื่อว่าต้องเจอปัญหาทั้งเรื่องของการทำงาน ความคาดหวังในคุณภาพของตัววิดีโอ คาดหวังในคุณภาพของเสียงที่ได้รับด้วย ซึ่งในคอนเทนต์ตอนนี้ผมจะแนะนำคนเริ่มต้นหรือ Creator มือใหม่ที่กำลังถ่ายทำวิดีโอพร้อมบันทึกเสียงไปด้วยว่า การใช้ไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C จะช่วยเราได้ยังไงหากเราเป็นมือใหม่เริ่มต้นและเพิ่งหัดทำคอนเทนต์ครับ

    1. ช่วยให้การบันทึกเสียงทำได้ง่ายและได้เนื้อเสียงที่ดี คมชัดมาก
    สิ่งแรกที่เราจะได้รับก็คือเรื่องของคุณภาพเนื้อเสียงที่ดีขึ้นทันที ไม่ว่าจะเป็นเสียงพูดหรือว่าเสียงบรรยากาศที่เราได้รับครับ คือไมโครโฟน Lensgo 348C นั้นจะเป็นไมโครโฟนที่ออกแบบมาสำหรับการบันทึกเสียงพูดได้อย่างคมชัด และสามารถที่จะเก็บเสียงบรรยากาศโดยรอบได้ในระดับที่ดีเลยทีเดียว ทำให้เวลาที่เราต้องถ่ายทำวิดีโอและบันทึกเสียงไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการทำรายการแบบที่ต้องมีพิธีกร การถ่ายวิดีโอรีวิว ได้เนื้อเสียงที่มีความคมชัด เสียงพูดก็โดดเด่น คนฟังสามารถสัมผัสได้ถึงบรรยากาศจริง ทำให้คอนเทนต์ของเราสื่อสารได้อย่างเต็มที่ คุณภาพงานวิดีโอของเราในด้านเสียงก็ดีขึ้นด้วยครับ จุดเด่นคือไมโครโฟนตัวนี้คือเราไม่ต้องตั้งค่าอะไรให้ซับซ้อนเลย แค่เปิดตัวไมโครโฟนแล้วก็ต่อไมโครโฟนเข้ากับอุปกรณ์ทุกอย่างก็พร้อมแล้ว

    Lesgo-EP01 (7)
    2. ตอบโจทย์ในการใช้ไมโครโฟนร่วมกับอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น กล้อง การเซ็ตกล้องร่วมกับ  กิมบอล หรือการใช้ไมโครโฟนแยกต่อเพิ่มสำหรับการทำงานที่ซับซ้อน
    ในการทำงานด้านวิดีโอนั้นเราไม่ได้ใช้แค่กล้องและไมค์เพียงอย่างเดียว บ่อยครั้งที่เราต้องต่อกล้องและไมโครโฟนร่วมกับอุปกรณ์อื่นเช่น Gimbal Stabilizer สำหรับการถ่ายคอนเทนต์ที่ต้องการความนิ่งของกล้องด้วย หรือว่าจะเป็นการติดตั้งร่วมกับขาตั้ง, หรือชุด Cage ในการทำงานด้านวิดีโอ ไมโครโฟนตัวนี้สามารถที่จะทำงานร่วมกับกล้องที่ติดตั้งกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ทันที ให้การทำงานในทีมเป็นไปอย่างราบรื่นครับ เพราะตัวขนาดของไมโครโฟน การนำไมโครโฟนไปติดตาม Cold Shoe, Hot Shoe ของกล้องก็สามารถทำได้ง่าย และตัวไมโครโฟนมีน้ำหนักเบา ทำให้ Workflow การทำงานของทีมนั้นไม่ซับซ้อน ลุยงานหนักได้เลย

    Lesgo-EP01 (10)

    Lesgo-EP01 (8)

    3. อุปกรณ์ใช้งานไม่ซับซ้อน ช่วยให้ทีมงานหรือคนที่ไม่เก่งเรื่องระบบเสียงก็สามารถใช้งานได้ง่าย
    ตัวไมโครโฟนนั้นสามารถทำงานได้ง่าย เข้าใจได้ง่ายแม้ไม่ได้ใช้คู่มือ ทำให้ทีมงานของเราไม่ต้องปวดหัวกับการทำงานหรือต้องมาเรียนรู้ใหม่ซึ่งเป็นเรื่องเสียเวลา หน้าจอของไมโครโฟนนั้นมีการบอกสถานะการทำงานทุกอย่าง ในการแสดงผลแต่ละจุดมีไอคอนเล็ก ๆ ที่คอยบอกว่าไมโครโฟนตัวนี้กำลังทำงานแบบไหน ตัวอุปกรณ์สามารถสื่อสารกับผู้ใช้งานได้ง่าย และใช้งานไม่ซับซ้อนอะไรเลย  จุดเด่นตรงนี้ทำให้ทีมงานเล็ก ๆ ที่ไม่ได้มี Professional ในทีมเยอะก็สามารถที่จะทำงานกับเสียงได้ง่าย และได้คุณภาพเสียงที่ดีด้วย ทำให้การทำงานประหยัดเวลา ไม่ต้องใช้ทีมงานที่เยอะเกินไป สะดวกกับคนเริ่มต้นมาก ๆ ครับ

    Lesgo-EP01 (5)

    Lesgo-EP01 (6)

    4. ใช้ร่วมกันกับกล้อง Smartphone, GoPro และกล้อง Mirrorless ได้ทันที
    ทีมงานที่เป็น Content Creator ระดับเริ่มต้นนั้นมีอยู่หลายระดับด้วยกัน มีทั้งทีมที่มีกล้องแบบ Professional เลย แต่คนเริ่มต้นบางกลุ่มก็อาจจะมีแค่กล้อง GoPro หรือแค่ Smartphone เท่านั้น สิ่งที่ Lensgo 348C ทำให้ได้ก็คือสามารถใช้งานกับกล้องขนาดเล็กและ Smartphone ได้เลย ซึ่งนี่เป็นจุดเด่นที่ดีมาก เพราะงานด้านวิดีโอนั้น ตัวกล้องแม้จะเป็นส่วนสำคัญแต่กล้องอย่าง GoPro และ Smarpthone ก็สามารถที่จะสื่อสารได้เข้าใจ และยังได้คุณภาพเสียงที่ดีในระดับมืออาชีพด้วย ทำให้ไม่ต้องลงทุนกับกล้องที่สูง เพียงแค่กล้องขนาดเล็กคุณก็สามารถที่จะถ่ายวิดีโอและบันทึกเสียงได้ทันที

    Lesgo-EP01 (1)

    Lensgo-318C for camera e

  • ตู้กันชื้นคืออะไร ดียังไง และความจำเป็นที่ต้องมีตู้กันชื้น

    ตู้กันชื้นคืออะไร ดียังไง และความจำเป็นที่ต้องมีตู้กันชื้น

    ตู้กันชื้นคืออะไร ดียังไง และความจำเป็นที่ต้องมีตู้กันชื้น อุปกรณ์ถ่ายภาพ เช่นกล้องถ่ายภาพ เลนส์ กระจกฟิลเตอร์และโดรน ถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่ต้องมีการลงทุนค่อนข้างสูง จึงต้องมีความจำเป็นที่จะต้องรักษาและปกป้องเพื่อให้ใช้งานได้ยาวนานมากขึ้น ซึ่งถ้าอยากให้กล้องและเลนส์อยู่ในสภาพที่ดี พร้อมใช้งาน เป็นเวลาหลายปี แนะนำว่าให้หาตู้กันชื้นมาใช้งาน แล้วตู้กันชื้นคืออะไร ดียังไง และความจำเป็นที่ต้องมีตู้กันชื้น

    ตู้กันชื้นคืออะไร ดียังไง และความจำเป็นที่ต้องมีตู้กันชื้น
    ความชื้น เชื้อรา และความเสียหายของอุปกรณ์กล้อง ปัญหาของการเก็บรักษากล้องและเลนส์ที่เกิดขึ้นในกลุ่มภูมิภาคที่มีความร้อนชื้นสูง มีฝนตกชุกนั่นก็คือ เชื้อรา โดยเชื้อราจะเจริญเติบโตได้ดีในที่ที่มีความชื้น และความมืด ทึบแสง

    Dry-cabinet_17

    LENS-Fungi
    โดยส่วนประกอบภายในที่ละเอียดอ่อนของอุปกรณ์กล้องจะมีความไวต่อเรื่องนี้เป็นพิเศษ โดยจะสังเกตว่า เมื่อกล้องไม่ได้ถูกเก็บรักษาอย่างถูกวิธี หรือไม่ได้ถูกออกมาใช้งานเป็นประจำ กล้องและเลนส์จะมีเส้นใยของเชื้อราเกิดขึ้น ทั้งยังเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วภายในกล้องและเลนส์ ทำให้คุณภาพของภาพลดลงและส่งผลโดยตรงต่อการทำงานโดยรวมของอุปกรณ์ซึ่งจะสร้างความเสียหายทั้งจากตัวเลนส์ภายในและ บอดี้ของกล้องและเลนส์ที่อยู่ภายนอกด้วย

    ตู้กันชื้นคืออะไร

    ตู้กันชื้น หรือตู้ลดความชื้น เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการการจัดเก็บและป้องกันสิ่งของที่มีความไวต่อความชื้น จุดประสงค์ตู้กันชื้นไม่ใช่เพื่อให้มีสภาพแวดล้อมที่ปราศจากความชื้น แต่
    1.เพื่อเป็นการควบคุมความชื้นให้ไม่มากเกินไปจนทำให้อุปกรณ์ได้รับความเสียหาย
    2.ป้องกันการเติบโตของเชื้อรา ช่วยให้กล้องและเลนส์ทำงานเต็มประสิทธิภาพและช่วยยืดระยะเวลาการใช้งานให้นานขึ้น

    Dry-cabinet_6

    Dry-cabinet_11
    ตู้กันชื้นทำงานอย่างไร
    ตู้กันชื้นมีรูปร่างและขนาดต่าง ๆ กันและมีเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน ชึ้นอยู่กับแบรนด์ที่เลือกใช้ แต่หลัก ๆ แล้วหน้าที่ของตู้กันชื้นคือการรักษาความชื้นสัมพัทธ์ให้เหมาะสม โดยส่วนใหญ่ตู้กันชื้นจะมีอุปกณ์เพื่อตรวจจับการเปลี่ยนแปลง และควบคุมให้ความชื้นให้คงที่ตามที่ต้องการ และมีระบบปรับอัตโนมัติที่ขจัดความชื้นในอากาศ

    Dry-cabinet-14

    Dry-cabinet-15

    Dry-cabinet-control
    ความจำเป็นที่ต้องมีตู้กันชื้นไว้ใช้งาน
    สภาพภูมิอากาศที่ร้อนชื้น มีความชื้นในบรรยากาศสูง เช่น มีฝนตกชุก อยู่ริมแหล่งน้ำ ริมทะเล บนเกาะ การวางกล้องและเลนส์ไว้โดยไม่ใช้งาน ถึงแม้จะวางในที่ที่มีลมพัดถ่ายเทก็ตาม ก็ยังคงมีความเสี่ยงสูงที่จะต้องเจอปัญหาเรื่องเชื้อรา ซึ่งเมื่อเกิดปัญหาแล้ว การแก้ไขไม่ใช้เรื่องง่ายเลยที่จะกำจัดเชื้อรา และยังคงมีโอกาสที่เชื้อราจะกลับมาเจริญเติบโตได้อีก ซึ่งการป้องกันที่จะไม่ให้กล้องเป็นแหล่งเพาะเชื้อราและลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น ตู้กันชื้นจึงเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นที่จะต้องหามาใช้งานนั่นเองครับ

  • 3 เหตุผลที่ควรมีตู้กันชื้นไว้สำหรับเก็บกล้องและอุปกรณ์

    3 เหตุผลที่ควรมีตู้กันชื้นไว้สำหรับเก็บกล้องและอุปกรณ์

    ความชื้นถือว่าเป็นศัตรูตัวสำคัญของอุปกรณ์กล้อง เพราะความชื้นที่มีอยู่ในบรรยากาศ เป็นตัวเร่งที่ทำให้เกิดจากเจริญเติบโตของเชื้อรา ทั้งบนตัวบอดี้ แผงวงจร ตัวเลนส์ และกระจกเลนส์ ซึ่งอุปกณ์แต่ละอย่างเป็นอุปกรณ์ที่มีการลงทุนสูง ซึ่งเมื่อเกิดปัญหาแล้ว ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะกำจัดเชื้อรา และยังต้องเสียเงินซ่อม ทั้งยังเสี่ยงต่อความเสียหายที่จะเกิดขึนกับอุปกณ์ โดยอาจจะใช้งานได้ไม่สมบูรณ์ดังเดิมอีกด้วย สำหรับมือใหม่แล้ว อุปกรณ์ที่ควรจะอยู่ในลิสต์ “ของที่ต้องมี” อย่างหนึ่งก็คือตู้กันชื้นนั่นเอง

    Dry-cabinet-11

    1. ป้องกันเชื้อรา ชะลอการเจริญเติบโตของเชื้อรา
    เชื้อราไม่เพียงแต่ทำความสะอาดกำจัดออกได้ยากเท่านั้น มันสามารถสร้างความเสียหายให้กับกล้องทั้งภายนอกและภายในรวมไปถึงเลนส์เนื่องจากเชื้อราจะเจริญเติบโตได้ดี ในที่ที่มีความชื้น และความทึบแสง เมื่อกล้องถูกจัดเก็บรักษาอย่างไม่เหมาะสม หรือเก็บกล้องไว้เป็นเวลานานเชื้อราก็พร้อมที่จะเจริญเติบโตได้ทุกเมื่อซึ่งความละเอียดอ่อนและความซับซ้อนของกล้องและเลนส์ ทำให้เชื้อราเติบโตเข้าไประหว่างและใต้เลนส์ บนกระจกเลนส์ได้ง่าย รวดเร็วและสามารถกระจายตัวไปยังอุปกรณ์อื่น ๆ ได้อีกด้วย

    Dry-cabinet_17

    ซึ่งตู้กันชื้นจะช่วยจัดเก็บอุปกรณ์กล้องให้อยู่ในความชื้นที่เหมาะสม ไม่กระตุ้นให้เกิดการเจริญเติบโตของเชื้อรา และยังช่วยชะลอการเจริญเติบโต ไม่ให้แพร่กระจายไปยังอุปกรณ์อื่นได้อย่างรวดเร็ว

    Dry-cabinet_27
    2. ช่วยรักษาอุปกรณ์เพื่อให้ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ลดความเสียหาย ไม่ต้องซื้อใหม่
     การป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา เป็นวิธีการเก็บรักษาที่มีประสิทธิภาพ การป้องกันความชื้นเพื่อไม่ให้เกิดเชื้อรา และเชื้อราไม่สร้างความเสียหายให้อุปกรณ์ ก็ช่วยให้อุปกรณ์กล้องได้ใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพ กล้องและเลนส์ยังคงถ่ายภาพได้ชัดเจน กระจกเลนส์ยังคงใสและใช้งานได้ดีอยู่เสมอ หยิบขึ้นมาใช้เมื่อไหร่ ก็มั่นใจได้ว่าจะไม่เจอเชื้อรา บนที่จับหรือกระจกเลนส์ ทั้งป้องกันและลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ไม่ต้องเปลืองเงินถ้าจะต้องส่งซ่อม หรือซื้อใหม่

    Dry-cabinet_22

    มือใหม่หลายคนที่เลือกที่จะเก็บกล้องในกระเป๋ากล้อง แล้วใส่ไว้ในลิ้นชัก ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงสูงที่เมื่อเปิดกระเป๋าออกมาแล้วจะเจอกับเชื้อรา เพราะอยู่ในที่ที่มีทั้งความมืด อับและยังชื้นอีกด้วย หรือมือใหม่บางคนอาจจะเลือกที่จะวางบนตู้ที่มีลมพัด ถ่ายเทอากาศได้ดี แต่ถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิฉับพลัน หนาว ร้อน ชื้น ฝนตก กล้องก็ยังคงมีโอกาสที่จะติดเชื้อราได้ ทั้งการวางบนชั้นวางของในที่โล่ง ก็ยังต้องมีปัญหาเรื่องฝุ่นด้วย ซึ่งนอกจากตู้กันชื้น จะควบคุมความชื้นให้อยู่ในค่าที่เหมาะสมแล้ว ยังช่วยป้องกันฝุ่นจับกล้องได้อีกจึงเป็นการเก็บรักษาอุปกรณ์กล้องอย่างถูกวิธีและช่วยยืดอายุการใช้งานให้นานขึ้น