หมวดหมู่: บทความ

บทความที่เกี่ยวกับสินค้า

  • วิธีการติดตั้งและการตั้งค่าไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C กับกล้อง Sony Mirrorless

    วิธีการติดตั้งและการตั้งค่าไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C กับกล้อง Sony Mirrorless

    คอนเทนต์ในตอนนี้ผมจะมาสอนเรื่องของการตั้งค่าไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C กับกล้อง Sony Mirrorless ให้เสียงออกมาดีและพร้อมสำหรับการถ่ายวิดีโอคอนเทนต์ เสียงพูดคมชัด และเก็บรายละเอียดได้ครบเลย

    1.  จุดเด่นของการใช้ไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C ร่วมกับกล้อง Sony Mirrorless
    จุดเด่นของการใช้ไมโครโฟน Lensgo 348C กับกล้อง Sony ก็คือ ทางด้านการออกแบบของไมโครโฤน Lensgo 348C นั้นจะเป็นไมโครโฟนที่มีขนาดเล็ก ใช้งานง่าย ไมโครโฟนดูเรียบร้อย เรียบง่าย และตัว ​Clip หนีบเป็นแม่เหล็ก ทำให้การติดตั้งทำได้ยืดหยุ่นตามที่เราต้องการ

    Lensgo-EP04 (2)

    ส่วนเรื่องคุณภาพเสียงนั้นไมโครโฟนตัวนี้สามารถที่จะรับเสียงได้ดีมาก ให้เนื้อเสียงที่คมชัด และเหมาะกับการทำคอนเทนต์ทุกแบบ อีกทั้งการทำงานร่วมกับกล้อง Sony ก็ยังทำได้ดีตั้งแต่การติดตั้งและการบันทึกเสียงโดยทำงานกับระบบของกล้องได้เต็มประสิทธิภาพ สำหรับคนที่อยากจะดูทุกจุดเด่นในไมโครโฟนตัวนี้สามารถดูรีวิวได้ที่ลิงก์นี้ครับ

    2.  การติดตั้งไมโครโฟนเข้ากับกล้อง
    เริ่มต้นเราทำความเข้าใจกับตัวไมโครโฟนกันก่อน เปิดกล่องออกมาจะเห็นมีของอยู่ 3 ชิ้น ก็คือ จะมีตัวนึงที่เป็นตัวรับ และอีกสองตัวที่จะเป็นตัวส่งสัญญาณ

    Lensgo-EP06 (3)

    โดยตัวส่งสัญญาณจะมีไมโครโฟนด้วยครับ ตัวส่งสัญญาณสองตัวนี้เราจะเอาไว้ติดกับผู้พูดหน้ากล้อง เราแยกไว้เลยครับ

    ส่วนอีกตัวนึงจะเป็นตัวรับสัญญาณ ตัวรับสัญญาณนั้นจะทำหน้าที่รับเสียงจากตัวส่งแล้วส่งไปที่กล้อง ซึ่งตัวส่งสัญญาณจะมี Clip แม่เหล็กมาด้วย เอาไว้ใช้ต่อเข้า Hot Shoe และติดยึดตัวรับกับไมโครโฟนไว้ได้ ด้านข้างของตัวรับสัญญาณจะมีช่องสำหรับเสียบสายเพื่อส่งสัญญาณเสียงไปยังกล้อง โดยสายที่เราใช้จะเป็นสาย TRS to TRS โดยหัวสายจะสังเกตง่าย ๆ คือมีสองขีดแบบนี้ครับ จากนั้นเราก็ต่อเข้าไปที่พอร์ตไมโครโฟนของกล้องเลย  จากนั้นให้เราทำการเปิดไมโครโฟน ทั้งตัวรับตัวส่ง เปิดกล้องด้วยครับ ต่อไปเราจะไปดูที่การตั้งค่า

    Lensgo-EP04 (15)

    3.  วิธีการตั้งค่าการบันทึกเสียงในตัวกล้อง Sony และวิธีสังเกต
    พอเราเปิดอุปกรณ์พร้อมทุกอย่างแล้ว เราจะตั้งค่ากล้องกัน โดยการตั้งค่าเราเริ่มจากการเช็คก่อนนะครับว่าระบบกล้องของเราเปิดการบันทึกเสียงที่ไมโครโฟนหรือยัง โดยสังเกตที่ตัวรูปไมโครโฟนจะมีตัวเลขบอกระดับการรับเสียงอยู่ ถ้าหากปิดไว้ไอค่อนจะแสดงผลว่าไมค์ปิดอยู่ แล้วก็ถ้าหากเรากดเปิดแล้วให้เราลองเช็คโดยการพูดคร่าว ๆ ก่อนครับว่ากล้องรับเสียงจากไมโครโฟน Wireless Lengo 348C ของเราหรือเปล่า ถ้าเสียงเข้าปกติ ระบบกล้องเปิดการรับเสียงไมค์แยกแล้วเรามาลองตั้งค่ากันเลย

    Lensgo-EP04 (5)

    4.  วิธีการตั้งค่าการรับเสียงในตัวไมโครโฟนให้ได้เนื้อเสียงที่ดี
    การตั้งค่าเสียงนั้นเราจะตั้งเพื่อให้เสียงคมชัด และไม่ดังจนเสียงแตก ซึ่งการตั้งค่าการรับเสียงจะมี 2 จุดคือ 1 การตั้งค่าการรับเสียงในตัวกล้อง และ 2 คือการตั้งค่าการรับเสียงจากตัวรับสัญญาณของไมโครโฟน โดยผมจะตั้งจากในตัวกล้องก่อน เพราะส่วนนี้เราจะไม่เข้ามาปรับบ่อย ๆ ผมมักจะตั้งไว้ครั้งเดียวพอแล้วจบครับ เริ่มต้นให้ไปดูที่ Audio Setting ของกล้อง Sony ผมจะตั้งค่าไว้ที่สัก 12-15 ครับ ไม่ต้องตั้งจนดังสุดครับ เอากลาง ๆ ที่กล้องทำได้

    Lensgo-EP04 (6)

    จากนั้นผมจะลองพูดในระดับเสียงปกติก่อนว่าขีดเสียงเขียว ๆ วิ่งอยู่ที่เท่าไหร่ คือเสียงที่ดีจะอยู่ประมาณ -12dB ครับ เพราะงั้นหัวใจสำคัญคือเราต้องทดสอบพูดในระดับเสียงปกติแบบเดียวกับคลิปที่เราทำ และก็ต้องตั้งเสียงจากตัวรับให้มันพอดีครับ

    Lensgo-EP04 (4)

    ถ้าหากว่าไมโครโฟนรับเสียงได้ดังเกินไป ผมก็จะลดเสียงที่ตัวรับสัญญาณให้ได้ประมาณ -12dB ครับ แต่ถ้าหากว่าไมโครโฟนเบาไป ผมก็จะเร่งการรับเสียงที่ตัวรับ ให้ได้ -12dB เหมือนกันครับ
    จากนั้นถ้าต้องการความมั่นใจก็ทดลองถ่ายสักคลิปแล้วก็ลองฟังเสียงจริง ๆ ดูครับ

    5.  คำแนะนำเพิ่มเติมในการบันทึกเสียงด้วยไมโครโฟน Lensgo 348C
    สำหรับคำแนะนำเพิ่มเติมที่ผมอยากจะเสริมก็คือ ไมโครโฟน Lensgo 348C มีระบบบันทึกเสียงลงการ์ดด้วย ใช้เป็น Backup ได้ เพราะงั้นเวลาที่เราไปถ่ายวิดีโอและบันทึกเสียงในบางงานที่ซีเรียสจริง ๆ ก็กดปุ่มสีแดง ๆ ตรงไมโครโฟนได้ครับ เสียงจะถูกบันทึกลงไปในเมมของเราครับผมLensgo-EP06 (12)

    สำหรับผู้ที่สนใจไมโครโฟน หรือต้องการสอบถามเรื่องไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C สามารถสอบถามได้ที่ ShutterB Thailand พร้อมให้บริการทั้งก่อนและหลังการขายครับ

  • เหตุผลที่ควรใช้ไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C สำหรับการถ่ายวิดีโอและการทำคอนเทนต์

    เหตุผลที่ควรใช้ไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C สำหรับการถ่ายวิดีโอและการทำคอนเทนต์

    การทำงานในด้านคอนเทนต์ประเภทวิดีโอที่ต้องบันทึกเสียงไปด้วย ผมเชื่อว่าหลายคนน่าจะเจอปัญหาในการด้านการบันทึกเสียง รวมถึงความไม่สะดวกบางอย่างที่เรารู้สึกว่าการทำงานด้านเสียงอาจจะยากหน่อย ๆ ในวันนี้ผมจะมาแนะนำสิ่งที่คุณจะได้รับ เมื่อมีการบันทึกเสียงด้วยไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C ครับ

    Lensgo-EP02 (1)

    เหตุผลที่ 1 : คุณภาพเสียงในการบันทึกดีขึ้นทันทีเมื่อเทียบกับไมโครโฟนที่มากับกล้อง
    สิ่งแรกที่ต้องเข้าใจเลยคือไมโครโฟนที่มาเดิม ๆ กับตัวกล้องนั้นอยู่ในระดับแค่พอรับได้เสียงได้ แต่ถ้าถามว่าเอามาใช้งานแบบจริงจังเลยได้ไหม ไม่ได้แน่นอนครับ เพราะว่าเนื้อเสียง มิติของเสียงที่ได้จากไมโครโฟนหัวกล้องนั้นไม่ได้ละเอียดขนาดนั้น

    Lensgo-EP02 (3)

    ในการต่อไมโครโฟนแยกจากภายนอกนั้นก็เลยเป็นส่วนช่วยอย่างมากสำหรับคนที่ทำคอนเทนต์ ให้ได้เนื้อเสียงที่ดี ไม่ว่าจะเป็นเสียงพูดของพิธีกร การรับเสียงบรรยากาศโดยรอบที่เหมาะสม และการทำให้เนื้อเสียงพูดในคอนเทนต์เราน่าฟังขึ้นด้วยครับ

    สรุปว่าการใช้ไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C กับการทำคอนเทนต์ช่วยให้คุณภาพของการบันทึกเสียงของเราดีขึ้นทันทีนั่นเองครับ

    เหตุผลที่ 2 : การทำงานกับระบบเสียงง่าย ไม่ซับซ้อน ทั้งการติดตั้งและการตั้งค่า
    ส่ิงต่อมาที่เราต้องคำนึงก็คือไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C นั้นช่วยให้การทำงานมีความเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน ซึ่งในอดีตที่ผ่านมานั้นหลายคนจะกลัวเรื่องของระบบเสียงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นไมโครโฟน หรือการติดตั้ง เพราะในสมัยก่อนมันใช้งานค่อนข้างยากและต้องการความเข้าใจที่ซับซ้อนพอสมควร แต่ในปัจจุบันนี้ไมโครโฟนได้รับการพัฒนาให้ใช้งานได้ง่ายแล้ว อย่างไมโครโฟน Lensgo 348C นั้นสามารถที่จะต่อสายเข้ากับกล้องก็ใช้งานได้ทันที หรือแม้แต่การตั้งค่าระบบเสียง เราก็สามารถปรับได้ง่าย ๆ โดยดูระดับเสียงจากหน้าจอแสดงผลบนไมโครโฟนได้เลย

    Lensgo-EP02 (4)

    ซึ่งนั่นทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องกังวลเรื่องการทำงานกับเสียงอีกต่อไป และสามารถตั้งค่าได้ง่ายครับ

    เหตุผลที่ 3 : รองรับการทำคอนเทนต์ทุกแบบ ทั้งการถ่ายวิดีโอที่มีพิธีกรพูด การสัมภาษณ์ และการทำคอนเทนต์ทั่วไป
    อีกหนึ่งเหตุผลที่ช่วยให้คนทำคอนเทนต์วิดีโอสามารถที่จะทำงานได้ง่ายก็คือ ไมโครโฟนตัวนี้รองรับการบันทึกเสียงในคอนเทนต์ทุกแบบเลย ทั้งการทำคอนเทนต์รีวิว หรือคอนเทนต์ต้องมีพิธีกรพูดหน้ากล้อง การทำคอนเทนต์สัมภาษณ์ หรือแม้แต่การทำคอนเทนต์ Vlog ทั่วไป ไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C สามารถใช้งานในส่วนนี้ได้ทั้งหมดครับ

    Lensgo-EP02 (6)

    เหตุผลที่ 4 : สามารถที่จะต่อไมโครโฟนแยกอื่น ๆ เพิ่มได้ เช่น Lavalier Microphone, Shotgun Microphone และการทำงานร่วมกับ Audio Interface อื่น ๆ
    ในกรณีที่การทำงานเราอาจจะต้องการคาแรคเตอร์พิเศษของไมโครโฟนชนิดอื่น ๆ แต่ก็อยากใช้งานแบบไร้สายด้วย เราสามารถที่จะต่อไมโครโฟนแยกอื่น ๆ มาใช้งานร่วมกับตัวส่งสัญญาณของไมโครโฟน Lensgo 348C ได้ ยกตัวอย่างเช่น การใช้ไมโครโฟน Lavalier (ไมโครโฟนแบบติดปกเสื้อ) มาใช้กับไมโครโฟนไร้สาย ซึ่งจะทำให้เราได้เนื้อเสียงพูดที่กระชับมากกว่าเดิม หรือว่าจะเป็นการติดตั้งไมโครโฟนช็อตกันเสริมเข้าไปสำหรับการสัมภาษณ์เราก็สามารถที่จะทำได้เช่นเดียวกัน

    Lensgo-EP02 (2)

    ซึ่งช่วยให้คนที่ผลิตคอนเทนต์สามารถที่จะทำงานได้อย่างหลากหลาย ยืดหยุ่น และตอบโจทย์การทำงานด้านคอนเทนต์ที่แตกต่างกันได้

     เหตุผลที่ 5 : ขนาดเล็ก น้ำหนักเบา พกพาไปได้สะดวก
    ข้อดีอีกอย่างเลยก็คือ ไมโครโฟนไวเรส ​Lensgo 348C นั้นสามารถที่จะพกพาได้สะดวก มีกล่องเก็บและเป็นที่ชาร์จในตัวพร้อมกันเลย อีกทั้งมีขนาดที่เล็ก จัดเก็บขนย้ายก็ไปได้ทุกที่ ทำให้คนที่ทำงานด้านคอนเทนต์นั้นไม่เปลืองพื้นที่ในกระเป๋าครับ

    Lensgo-EP02 (5)

  • Microphone Tips สำหรับการทำงานนอกสถานที่ เพื่อให้มือใหม่สามารถทำงานได้อย่างราบรื่นที่สุด และง่ายต่อการทำงานคนเดียว

    Microphone Tips สำหรับการทำงานนอกสถานที่ เพื่อให้มือใหม่สามารถทำงานได้อย่างราบรื่นที่สุด และง่ายต่อการทำงานคนเดียว

    Microphone Tips สำหรับการทำงานนอกสถานที่ เพื่อให้มือใหม่สามารถทำงานได้อย่างราบรื่นที่สุด และง่ายต่อการทำงานคนเดียว ซึ่งจะเป็นทริคที่ผมได้รับประสบการณ์มาและเราสามารถเอาไปใช้งานได้จริงครับ

    Microphone Tips สำหรับการทำงานนอกสถานที่ เพื่อให้มือใหม่สามารถทำงานได้อย่างราบรื่นที่สุด และง่ายต่อการทำงานคนเดียว

    1.   ควรมี Lavalier ไมโครโฟน (ไมโครโฟนหนีบปก) ติดตัวไว้เสมอ
    ทริคแรกคือเราควรมีไมโครโฟนแบบหนีบปกติติดตัวไว้เสมอครับ และการทำงานของผมส่วนใหญ่จะติดไว้มากกว่า 1 ตัวด้วย เผื่อเกิดปัญหา

    Mic-Cable

    ข้อดีของไมโครโฟนแบบ Lavalier คือ ไมโครโฟนจะสามารถหนีบกับเสื้อได้ง่าย และซ่อนตัวรับสัญญาณไว้ที่อื่นได้ครับ ทำให้การทำคอนเทนต์ในหลาย ๆ ที่ผมไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นที่ถูกสังเกต หรือว่าดูเตะตาเกินไป นอกจากนี้แล้วไมโครโฟนแบบหนีบปกนั้นสามารถที่จะรับเสียงได้แคบลง ทำให้เสียงรบกวนต่าง ๆ เข้ามาได้น้อยครับ ดีมาก ๆ แนะนำให้พกไว้ครับ

    2.  ปรับการรับเสียงไว้ที่ -12dB
    การปรับระดับเสียงไมโครโฟนที่เข้ามาเราควรตั้งที่ -12dB ครับ โดยดูจาก Gain เสียงในตัวกล้องของเรา เหตุผลที่เราต้องตั้งให้ได้ระดับนี้เพราะว่า เสียงที่ได้จะพอดี ไม่ดังไป ไม่เบาไป เหมาะกับการเอามาทำงานต่อ มาก ๆ และที่สำคัญคือทำให้ไม่เกิดเสียงแตกครับ

    Audio-Level

    โดยวิธีการง่าย ๆ นะครับ เริ่มแรกให้เราตั้งระบบเสียงในตัวกล้องก่อน ตั้งไว้ที่ระดับกลาง ๆ ก็พอครับ จากนั้นก็ให้เราลองพูดกับไมโครโฟนดู ถ้าเสียงมันดังหรือเบาไปก็ให้ปรับที่ตัวรับสัญญาณบนกล้องแทน จะทำให้เราทำงานได้ง่าย ขอแค่ให้ความดังนั้นอยู่ที่ -12dB ครับ เสียงจะเคลียร์ ชัดเจน และไม่แตกพร่าครับ

    3.  พกสายเชื่อมต่อสำรองไว้เสมอ
    สายเชื่อมต่อเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ที่เราต้องมีสำรองครับ เราไม่รู้ว่าสายเหล่านี้จะมีโอกาสเสียหายเมื่อไหร่ แต่ถ้าเกิดปัญหาใด ๆ ขึ้น เช่น เกิดเสียงช็อตเพราะสายอาจจะชำรุด หรือเสื่อมเพราะการใช้งาน หรือว่าอาจจะหายระหว่างทำงาน สิ่งเหล่านี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้ครับ และถ้าเกิดขึ้นแล้วเราไม่มีวิธีสำรองแก้เลย

    Bag-Cable

    วิธีที่ดีที่สุดให้เราทำการพกเผื่อไปด้วยครับ มีประโยชน์แน่นอน และใช้ได้แน่ครับ

    4.  ฝึกตั้งค่าลดเสียง Ambient ให้ชำนาญ เพราะจะต้องได้ใช้แน่นอน
    อีกทริคนึงก็คือฝึกการตั้งค่าลดเสียงรบกวนลงให้ชำนาญครับ คือไมโครโฟนหน้าที่เขาคือรับเสียงเข้ามา ไมโครโฟนรับได้ไวแค่ไหน ก็จะยิ่งดังครับ ประเด็นคือบ่อยครั้งที่การทำงานของเรา เราคุมระดับเสียงในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ไม่ได้เลย อาจจะน้ำตก หรืองานอีเวนต์ วิธีที่ง่ายที่สุดของผมก็คือ ลดการรับเสียงในไมโครโฟนลงให้ต่ำมาก ๆ เพื่อให้เสียงเหล่านั้นเบาลงครับ

    camera-mic

    จากนั้นเวลาที่เราบันทึกเสียง เราต้องพูดให้ดังขึ้นกว่าปกติ (อันนี้ต้องฝึกครับ) สิ่งที่ได้ก็คือ เสียงพูดเราจะดังกว่าเสียง Ambient ต่าง ๆ ครับ และทำให้เราสามารถบันทึกเสียงพูดที่หน้างานต่อได้ครับ

    5.  หันหลังให้กับแหล่งกำเนิดเสียงที่ดังรบกวน
    อีกทริคสั้น ๆ ง่าย ๆ ก็คือ ให้เราหันหลังให้กับแหล่งกำเนิดเสียงที่เกิดการรบกวนครับ อันนี้จะทำง่ายและช่วยในระดับนึงครับ ควรทำงานร่วมกับไมโครโฟนแบบหนีบปกด้วย เพราะช่วยได้เยอะมากเลยครับ

    mic-shirt

  • ควรบันทึกเสียงอย่างไร เมื่อเกิดเสียงรบกวนดังมาก เพื่อให้เราได้งานวิดีโอและการบันทึกเสียงที่เหมาะสมที่สุด

    ควรบันทึกเสียงอย่างไร เมื่อเกิดเสียงรบกวนดังมาก เพื่อให้เราได้งานวิดีโอและการบันทึกเสียงที่เหมาะสมที่สุด

    ควรบันทึกเสียงอย่างไร เมื่อเกิดเสียงรบกวนดังมาก เพื่อให้เราได้งานวิดีโอและการบันทึกเสียงที่เหมาะสมที่สุด คอนเทนต์ในตอนนี้จะสอนให้มือใหม่ได้ตั้งค่าไมโครโฟนและการรับเสียงอย่างถูกต้อง เมื่อต้องเจอสภาพแวดล้อมเสียงรบกวนที่ดัง สามารถทำตามได้ง่าย ๆ ครับ

    Lensgo-348c-V2

    ควรบันทึกเสียงอย่างไร เมื่อเกิดเสียงรบกวนดังมาก เพื่อให้เราได้งานวิดีโอและการบันทึกเสียงที่เหมาะสมที่สุด

    1.  ทำความเข้าใจปัญหาของเสียงที่เกิดขึ้น
    สิ่งแรกที่ต้องรู้เลยคือ เราควรทำความเข้าใจกับปัญหาของเสียงที่เกิดขึ้นก่อน เพื่อให้รู้ว่าเสียงเหล่านั้นควรแก้ด้วยวิธีไหน ยกตัวอย่างเสียงที่เกิดปัญหา

    Selfie

    1.1 เสียงสะท้อนในห้อง สามารถแก้ได้ด้วยการติดแผ่นกันสะท้อน หรือเลือกใช้ไมโครโฟนหนีบปกที่มีระยะการรับเสียงใกล้ ๆ ตัวผู้พูด ก็สามารถทำได้

    1.2 เสียงลมที่ดัง ถ้าเข้าใจว่าเสียงลมในพื้นที่นอกสถานที่ เราอาจจะแก้ด้วยการติดตัวกันลม หรืออาจจะยืนในพื้นที่ ที่ไม่เกิดลมปะทะ เราก็สามารถกำหนดวิธีแก้ปัญหาได้

    1.3 เสียงบรรยากาศบริเวณรอบ ๆ ดัง เสียงลำโพง เสียงคนพูดดัง เป็นต้น เราก็สามารถที่จะเลือกได้หลายแนวทาง ตั้งแต่การพูดหน้างาน แต่อาจจะต้องหันหลังให้กับแหล่งกำเนิดเสียง หรือว่าอาจจะเดินห่างออกมาจากจุดที่มีเสียงดัง หรืออีกกรณีคือใช้การตั้งค่าให้รับเสียงได้น้อย ๆ แล้วเราพูดให้ดังขึ้นแทน

    การเข้าใจปัญหาของเสียงที่เกิดขึ้นก็จะทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในการทำงานได้ และรู้ถึงกระบวนการแก้ปัญหาที่ถูกวิธี

    2.  แนวคิดในการทำความเข้าใจเพื่อแก้ไขปัญหา
    วิธีที่ผมจะแนะนำต่อไปนี้จะเป็นสถานการณ์ที่อาจจะเกิดเสียงบรรยากาศโดยรอบนั้นมีเสียงดัง และเราต้องพูดที่หน้างานเลย ซึ่งวิธีแก้ปัญหาจะเป็นการลดระดับการรับเสียงให้ต่ำ และเน้นผู้พูดที่จะต้องพูดให้ดังขึ้นแทน เพื่อลดเสียงรบกวน

    Coffee-Shop

    3.  การตั้งค่า Microphone และการติดตั้งไมโครโฟนที่เหมาะสม
    วิธีการตั้งค่าไมโครโฟนที่เหมาะสมถ้าในสถานการณ์ปกติ ความดังควรจะอยู่ที่ -12dB ครับ โดยผมจะมีวิธีการติดตั้งและการตั้งค่าดังนี้นะ

    วิธีการติดตั้ง
    การติดตั้งในกรณีนี้จะใช้กับกล้อง Mirrorless นะครับ ให้เราเอาตัวรับสัญญาณติดที่ตัว Hot Shoe ของกล้องก่อน (หรือจะเป็น Cold Shoe ก็ได้ ถ้าหากว่ากล้องของเราใส่ Cage) เมื่อเราติดตั้งตัวรับสัญญาณไว้ที่บนตัวกล้องแล้ว ก็ให้ต่อสายสัญญาณ TRS to TRS ครับ หัวของสายจะเป็นสองขีดทั้งสองด้าน

    Mic-Connect-Camera

    จากนั้นให้เราเอาตัวส่งสัญญาณที่เป็น Microphone แบบ Built In มาเปิดให้เรียบร้อย จากนั้นก็เปิดที่ตัวรับสัญญาณด้วย กล้องก็ต้องเปิดด้วยนะ

    Mic-Camera

    แล้วก็เช็คดูที่ Gain เสียงของกล้องครับว่าเสียงสัญญาณเข้าไหม ถ้าเข้าก็ถือว่าจบครับสำหรับการติดตั้ง

    วิธีการตั้งค่า
    ในส่วนของการตั้งค่านั้นให้เราตั้งในตัวกล้องก่อนครับ ถ้าอย่างของผมใช้ Sony ก็จะตั้งระดับเสียงสัก 12 – 15 ครับ ไม่เกินนี้ หรือถ้าเป็นกล้องอื่น ๆ ผมจะตั้งไว้ครึ่งเดียวของระดับการรับเสียงสูงสุดครับ

    Sound-Level

    จากนั้นให้เราทดสอบพูดในความดังของเสียงปกติก่อน เพื่อให้เราประเมินได้ว่าไมโครโฟนได้เสียงเป็นระดับไหน ถ้าผมพูดปกติแล้วเสียงดัง ผมก็จะมาลดที่ตัวรับสัญญาณของไมโครโฟนครับ

    Lensgo-348C-Set

    แต่ถ้าเกิดเบาไป ก็ให้เพิ่มที่ตัวรับสัญญาณของไมโครโฟนเช่นเดียวกัน จะสังเกตได้ว่าวิธีการทำงานที่ผมแนะนำนั้น จะช่วยให้เราไม่ต้องไปยุ่งวุ่นวายกับกล้องเลย เพื่อให้เราทำงานได้ง่ายนั่นเองครับ

    4.  คำแนะนำในการทำงาน
    การทำงานเกี่ยวกับเสียงจะไม่มีสูตรตายตัว เพียงแต่จะมีกระบวนการเตรียมตัวเพื่อรองรับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นหน้างานแบบคร่าว ๆ ครับ แน่นอนว่าทุกท่านที่อ่านถึงตรงนี้ต้องมีการฝึกและทดลองทำอยู่เสมอ เพื่อให้เราชำนาญและสามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ หน้างานได้ครับ

    Lensgo-Showcase

  • สิ่งที่มือใหม่ต้องคำนึงก่อนนำไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C ไปใช้งานนอกสถานที่เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงที่สุด

    สิ่งที่มือใหม่ต้องคำนึงก่อนนำไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C ไปใช้งานนอกสถานที่เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงที่สุด

    คอนเทนต์ในตอนนี้เราแนะนำคนเริ่มต้นที่เพิ่งเริ่มหัดใช้ไมโครโฟนไร้สายสำหรับบันทึกเสียงครับ ในกรณีที่เราต้องเอาไมโครโฟนไปเพื่อใช้อัดเสียงหรือทำคลิปที่ต้องมีพิธีกรพูดนอกสถานที่ด้วยเนี่ย เราต้องคำนึงในเรื่องอะไรบ้าง และควรเตรียมตัวยังไง คอนเทนต์นี้มีคำตอบให้ครับ

    Lensgo 348C_FEB02_1

    1.  โลเคชั่นที่ไปถ่ายมีลักษณะยังไง งานอะไร มีเสียงรบกวนแค่ไหน
    อย่างแรกควรสำรวจหรือวางแผนให้เรียบร้อยเลยว่าโลเคชั่นที่ไปถ่ายมีลักษณะยังไง งานเป็นแบบไหน มีเสียงรบกวนเยอะแค่ไหน ที่เราต้องรู้เพราะจะได้วางแผนในการรับมือได้อย่างถูกต้องครับ

    Lensgo 348C_FEB02_2

    ยกตัวอย่างเช่น งานอีเวนต์ในห้างสรรพสินค้า ในงานมีลำโพง มีการเปิดเพลง หรืออาจจะมี MC พูดในงาน ตรงนี้ต้องรู้ครับ เพราะถ้ามีเราจะได้รู้ว่าต้องเซ็ตไมโครโฟนยังไง ต้องใช้อุปกรณ์เสริมอะไรบ้าง ต้องตั้งค่าการรับเสียงแบบไหนเพื่อให้เสียงรบกวนเข้ามาน้อยลง

    Lensgo 348C_FEB02_3

    สรุปในประเด็นนี้นะครับ ทำการบ้านเรื่องโลเคชั่นให้ดีเพื่อที่เราจะทำงานได้อย่างราบรื่นครับ

    2.  ลักษณะการใช้งานไมโครโฟนเป็นแบบไหน ใช้การบันทึกแบบ Built In Mic หรือ Lavalier
    สิ่งต่อมาที่ต้องรู้ครับว่าลักษณะการใช้งานเราจะเป็นแบบไหน บันทึกโดยใช้ไมโครโฟนแบบ Built In ในตัว หรืออยากติดตั้งแบบ Lavalier ประเด็นนี้แม้ไม่ใช่ประเด็นใหญ่มากนัก แต่ก็มีประโยชน์ครับ สองอย่างนี้มีความต่างกันอยู่นะ

    Lensgo 348C_FEB02_4

    การใช้ไมโครโฟนแบบ Built In โดยตรงก็ดีตรงที่ง่ายครับ ติดตัวส่งสัญญาณกับพิธีกร ตัวรับก็ติดกับกล้อง เปิดไมโครโฟนเปิดกล้องพร้อมบันทึกเสียงเลย แต่อาจจะไม่เหมาะกับงานเนี๊ยบ ๆ ที่ต้องการซ่อนไมโครโฟนไว้ใต้เสื้อ และการรับเสียงจะมีช่วงที่กว้างกว่าไมโครโฟนแบบ Lavalier ซึ่งถ้าเป็นงานอีเวนต์ หรือพื้นที่นั้นมีเสียงบรรยกาศที่ดังมาก วิธีนี้อาจจะไม่ได้เหมาะนัก

    Lensgo 348C_FEB02_5

    การใช้ไมโครโฟนแบบ Lavalier ก็จะได้มิติเสียงพูดอีกแบบ เสียงบรรยากาศมันจะลดลงไปมาก และจะได้เนื้อเสียงพูดเป็นหลัก สามารถที่จะซ่อนไมโครโฟนไว้ใต้เสื้อได้ ซึ่งเหมาะกับงานบันทึกเสียงพูดเป็นหลัก เน้นความคมชัดของเนื้อเสียง แต่เสียงบรรยากาศก็จะลดลงไปเยอะ ถ้าทำคอนเทนต์แนว Vlog ที่เราอยากได้ยินเสียงบรรยากาศบ้างวิธีแรกอาจจะเหมาะสมกว่าวิธีนี้ครับ

    3.  ใช้กับกล้องหรือ Smartphone
    ประเด็นเล็ก ๆ แต่การทำงานต่างกันพอสมควรครับ สำหรับการใช้งานกับกล้องหรือ Smartphone ก็จะมีสองเรื่องที่ต้องคำนึงนะ ถ้าหากใช้งานกับกล้องการติดตั้งจะง่าย คือใช้สาย TRS to TRS ต่อระหว่างตัวรับกับกล้องได้เลย และก็ตั้งค่าเสียงก็จบ

    Lensgo 348C_FEB02_6

    แต่ถ้าหากใช้กับ Smartphone ความซับซ้อนจะมากกว่า เพราะ Smartphone ต้องใช้สาย TRS to TRRS ในการเชื่อมต่อ และนอกจากนี้ยังต้องเซ็ตตัว Application ของ Smartphone ด้วยว่าให้เลือกบันทึกเสียงด้วยไมโครโฟนแบบไหน ตัวแอพอนุญาตให้ใช้ไมโครโฟนแยกจากภายนอกบันทึกเสียงหรือไม่ แล้วก็ตัวแอพมีการแสดงสถานะของไมโครโฟนหรือเปล่า อาจจะต้องมีการถ่ายวิดีโอและบันทึกเสียงเพื่อทดสอบก่อนเริ่มถ่ายจริงด้วย

    Lensgo 348C_FEB02_7

    การทำงานกับ Smartphone ก็เหมือนจะง่าย แต่ต้องใช้ความเข้าใจและความชำนาญด้วยเหมือนกัน ดังนั้นกก็ต้องคำนึงด้วยนะครับว่าเอาไปใช้กับอุปกรณ์อะไร จะได้เตรียมสายและการทำงานไปให้เหมาะสมครับ

    Lensgo 348C_FEB02_8

    4.  ควรฝึกเซ็ตไมโครโฟนเพื่อให้เสียงรบกวนเข้ามาน้อยที่สุด
    อีกเรื่องที่ควรฝึกไว้และจะได้ใช้แน่นอนควรการฝึกเซ็ตไมโครโฟนเพื่อให้สามารถจัดการกับเสียงรบกวนให้ได้มากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น การฝึกใช้ไมโครโฟน Lavalier คู่กับ Lensgo 348C, การฝึกติดตั้งไมโครโฟนไว้ใต้เสื้อ, การเซ็ตไมโครโฟนเพื่อลดระดับการรับเสียง และสื่อสารให้พิธีกรพูดดังขึ้น เป็นต้น

    Lensgo 348C_FEB02_9

    ซึ่งวิธีการเหล่านี้จะทำให้เราสามารถจัดการกับเสียงรบกวนในบริเวณรอบ ๆ ได้ และทำให้เราได้เสียงพูดที่คมชัดนั่นเองครับ

    5.  ควรบันทึกเสียงลง Memory Card ลงโดยตรงเพื่อสำรองไฟล์เสียงไปด้วย
    ขั้นตอนสุดท้ายคือการบันทึกเสียงลง Memory Card โดยตรงและฝึกที่จะสำรองไฟล์เสียงทุกครั้งหลังจากทำงานแล้วด้วย ซึ่งตัว Lensgo 348C จะเป็นไมโครโฟนที่สามารถใส่ MicroSD Card สำหรับบันทึกเสียง Backup Microphone ลงไปในเมมโดยตรงครับ

    Lensgo 348C_FEB02_10

    ข้อดีเลยก็คือถ้าหากเจอกรณีเลวร้ายจริง เช่น สัญญาณคลื่นรบกวนเยอะมาก เสียงสัญญาณเกิดความไม่เสถียรทำให้เวลาบันทึกเสียงเกิดการขาดหายของเสียง หรือมีความไม่ชัดเจน อย่างน้อยตัวเมมจะรับเสียงได้ 100% เราสามารถเอาเสียงในเมมมาใช้ในขั้นตอนการตัดต่อได้

    Lensgo 348C_FEB02_11

    หรือกรณีที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยแต่ก็อาจจะมีคือ เสียงที่เราบันทึกมันไม่เข้ามาในตัวกล้องหรือวิดีโอ คืออัดมาแล้วแต่กลับไม่มีเสียงพูดเข้ามา ในกรณีนี้เราก็ยังสามารถที่จะใช้เสียง Backup มาใช้งานได้ครับ

     

  • เรียนรู้ส่วนประกอบหลักของไมค์ไร้สายสำหรับมือใหม่ แต่ละส่วนเรียกอะไร และทำหน้าที่อะไรบ้าง

    เรียนรู้ส่วนประกอบหลักของไมค์ไร้สายสำหรับมือใหม่ แต่ละส่วนเรียกอะไร และทำหน้าที่อะไรบ้าง

    เรียนรู้ส่วนประกอบหลักของไมค์ไร้สายสำหรับมือใหม่ แต่ละส่วนเรียกอะไร และทำหน้าที่อะไรบ้าง คอนเทนต์ในตอนนี้จะช่วยขยายความเข้าใจเกี่ยวกับตัวไมโครโฟน Wireless เพื่อให้รู้ว่าแต่ละส่วนเป็นยังไง และทำงานแบบไหน เพื่อให้เราสามารถที่จะทำงานได้ง่ายครับ

    1.  หน้าที่ของ Microphone ไร้สาย
    หน้าที่หลักของไมโครโฟนไร้สายก็คือช่วยให้สามารถที่จะรับสัญญาณเสียงที่เราต้องการนั้น ส่งเข้าไปยังอุปกรณ์บันทึกวิดีโอของเราได้ ไม่ว่าจะเป็น กล้อง Mirrolress, Smartphone หรือแม้แต่การใช้งานร่วมกับ Laptop/PC ได้โดยตรง

    Mic-348c-v2

    และนอกจากเรื่องของเสียงแล้วก็ยังมีเรื่องของความยืดหยุ่นในการทำงาน ไมโครโฟนไร้สายต้องมีหน้าที่ช่วยให้คนที่ดำเนินงานนั้นสามารถที่จะเคลื่อนที่ได้อย่างสะดวก ไม่ว่าจะเป็นหน้างานอีเวนต์ หน้าเวที หรือว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งเราใช้ในการถ่ายทำ ทุกอย่างต้องให้ความอิสระกับคนทำงานเพื่อที่จะได้โฟกัสกับเนื้อหาในงานที่เราวางเอาไว้นั่นเองครับ

    2.  ส่วนต่าง ๆ ของ Microphone ที่มือใหม่ควรรู้ และหน้าที่ของแต่ละส่วน

    ตัวรับสัญญาณ
    ตัวรับสัญญาณของไมโครโฟนจะเป็นตัวที่ทำหน้าที่รับเสียงจากตัวส่งสัญญาณแล้วส่งเข้าไปที่อุปกรณ์ของเรา และตัวส่งสัญญาณมักจะมีตัวควบคุมทั้งระดับเสียงที่ตัวส่งสัญญาณจะรับได้ (คุมผ่านตัวรับได้เลย) และมักจะมีหน้าจอบอกสถานะการทำงาน เพื่อให้คนที่ควบคุมกล้องรู้ว่าตอนนี้กำลังเกิดอะไรขึ้นนั่นเอง ส่วนใหญ่แล้วตัวรับสัญญาณจะต่ออยู่ที่บนตัวกล้องครับ หรือถ้าเรามีรูปแบบการทำงานอื่น ๆ เราก็สามารถที่จะต่อไว้บนจุดอื่นได้ แล้วแต่เราครับ

    MIC-Hot Shoe

    ตัวส่งสัญญาณที่เป็นไมโครโฟนในตัว
    ตัวส่งสัญญาณปัจจุบันจะเป็น Built In Microphone ในตัว ซึ่งตัวส่งสัญญาณจะทำหน้าที่รับเสียงแล้วส่งไปที่ตัวรับโดยตรงครับ ซึ่งตัวส่งสัญญาณนั้นก็จะเป็นได้ทั้งไมโครโฟนในตัว หรือเราจะใช้ไมโครโฟนแยกอื่น ๆ มาต่อพ่วงได้ เพื่อให้การทำงานของเรายืดหยุ่นกับความต้องการนั่นเอง

    พอร์ทเชื่อมต่อของตัวรับสัญญาณ
    อีกจุดนึงของตัวรับสัญญาณที่เราต้องสังเกตคือ จะมีสายเชื่อมต่ออยู่ ซึ่งจะใช้สำหรับการส่งสัญญาณไปยังกล้องของเราผ่านสายเชื่อมต่อครับ ถ้าต้องต่อตัวรับสัญญาณเข้ากล้องก็ต้องใช้ช่องนี้นะ

    Mic-Hot Shoe2

    พอร์ทเชื่อมต่อของตัวส่งสัญญาณสำหรับต่อไมโครโฟนแยกจากภายนอก
    ตัวส่งสัญญาณหรือว่าไมโครโฟนนั้นก็จะมีช่องต่อเหมือนกัน แต่จะใช้สำหรับต่อไมโครโฟนแยกจากภายนอก เพื่อให้สามารถที่จะต่อไมโครโฟนอื่น ๆ เช่น ไมค์หนีบปก เป็นต้น

    input-3.5mm

    ตัวกันลมสำหรับตัวส่งสัญญาณ
    ตัวกันลมนั้นจะอยู่ตรงด้านบนของไมโครโฟน ทำหน้าที่ซับแรงลมที่ผ่านมา ให้เสียงปะทะของลมนั้นเบาลงครับ เสียงรบกวนจากลมจะได้ไม่เข้ามามากเกินไป

    Furry-Windscreen

    สายเชื่อมต่อสำหรับตัวรับสัญญาณ
    อีกจุดนึงต่อมาก็คือสายเชื่อมต่อของตัวรับสัญญาณ ก็จะใช้สาย TRS to TRS สำหรับกล้อง และสาย TRS to TRRS สำหรับมือถือครับ

    Output-3.5mm

    หน้าจอแสดงผลบนตัวรับสัญญาณ
    ตัวรับสัญญาณจะมีหน้าจอแสดงผลอยู่ เพื่อให้เราสามารถรู้การทำงานของไมโครโฟนเราได้ครับ ส่วนใหญ่จะมีเรื่องของสัญญาณที่เชื่อมต่ออยู่ที่ระดับไหน ความดังที่ไมโครโฟนส่งมาอยู่ที่ระดับไหน ประมาณนี้ครับ

    Display-Screen

    ปุ่มกดเพิ่มลดระดับเสียงของตัวรับสัญญาณ
    ด้านข้างของตัวรับสัญญาณจะมีปุ่ม +,- อยู่ ทำหน้าที่ในการปรับเพิ่มลดระดับการรับเสียงของไมโครโฟนครับ ที่ต้องอยู่ตรงที่ตัวรับสัญญาณเพราะว่าคนหลังกล้องจะได้ควบคุมได้ทันที

    Volume-Button

    ปุ่มบันทึกเสียงลง MicroSD Card โดยตรง
    ที่ตัวไมโครโฟนหรือตัวส่งสัญญาณนั้นจะสามารถบันทึกเสียงได้โดยตรงผ่านปุ่ม ​REC ซึ่งเราสามารถที่จะกดตรงนี้แล้วบันทึกเสียงลงได้เลย

    Record-Button

    3.  ชนิดของสายเชื่อมต่อที่ควรรู้

    สายเชื่อมต่อสำหรับกล้อง (TRS to TRS)
    สายต่อแบบนี้จะใช้กับกล้อง Mirrorless ครับ โดยสายเชื่อมต่อจะมีขีด ๆ ตัวหัวต่ออยู่ 2 ขีด ทั้งสองด้านครับ อันนี้จะใช้กับอุปกรณ์ทั่วไป เช่น กล้อง Mirrorless หรือต่อเข้า Mixer เป็นต้นครับ

    Cable-TRS-TRS

     สายเชื่อมต่อสำหรับ Smartphone (TRS to TRRS)
    สายต่อแบบนี้จะใช้กับ Smartphone ครับ โดยด้านนึงจะเป็น 2 ขีด ใช้ต่อกับตัวรับ อีกด้านนึงจะเป็น 3 ขีด ใช้ต่อกับ Smartphone ครับ

    Cable-TRS-TRRS

     

  • หลักการเลือกซื้อไมโครโฟนมาใช้สำหรับมือใหม่ เลือกซื้ออย่างไร ต้องดูอะไรบ้าง

    หลักการเลือกซื้อไมโครโฟนมาใช้สำหรับมือใหม่ เลือกซื้ออย่างไร ต้องดูอะไรบ้าง

    สวัสดีครับคอนเทนต์ตอนนี้ผมจะมาแนะนำวิธีการเลือกซื้อไมโครโฟนสำหรับคนเริ่มต้น คงมีปัญหากันบ้างแหละว่าควรซื้อแบบไหน มีวิธีคิดยังไงเพื่อให้คุ้มค่าสำหรับมือใหม่ ต้องดูอะไรบ้างเดี๋ยวเรามาหาคำตอบในคอนเทนต์นี้กันครับ

    FEB03Lensgo 348C_1

    1.  ต้องรู้ว่าอยากได้ไมโครโฟนไปการใช้งานแบบไหนหรือถ่ายงานอะไร
    อย่างแรกคือเราก็ต้องรู้ก่อนว่าเราอยากได้ไมโครโฟนมาใช้งานสำหรับอะไร เช่น การทำคอนเทนต์วิดีโอ การทำ Vlog หรือจะพอรู้แค่ว่าใช้บันทึกเสียงพูดก็ยังดีครับ เพราะจะได้กำหนดได้ว่าควรเลือกไมโครโฟนที่เก่งในด้านไหนมาใช้

    FEB03Lensgo 348C_2

    2.  สถานที่ที่จะใช้งานเป็นหลัก เช่น สตูดิโอ งานอีเวนต์
    ประเด็นต่อมาคือลักษณะสถานที่ครับว่าเราจะต้องเจอสถานที่แบบไหน ส่วนนี้สำคัญตรงพื้นที่นั้น ๆ เนี่ยสะดวกต่อการบันทึกเสียงหรืออุปสรรคมากน้อยแค่ไหนครับ

    FEB03Lensgo 348C_3

    ยกตัวอย่างในสตูดิโอ เราสามารถคุมทั้งคน ทั้งเสียงบรรยากาศรอบ ๆ ได้ค่อนข้างดี อาจจะเลือกใช้ไมโครโฟนได้หลากหลาย เช่น ไมค์ช็อตกันก็ได้ ไมค์โครโฟนไร้สายอย่าง Lensgo 348C ก็ได้ครับ
    แต่ถ้าหากเป็นโลเคชั่นนอกสถานที่ มีงานอีเวนต์อาจจะต้องเลือกได้แค่ไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C เป็นหลักเพราะความเรียบง่ายและเหมาะสมกับการบันทึกเสียงพูดนอกสถานที่มากกว่า

    3.  มีพิธีกรในการพูดคนเดียว หรือสองคนขึ้นไป
    อีกข้อมูลประกอบนึงสำหรับการเลือกไมโครโฟนมาใช้คือ คอนเทนต์ที่เราถ่ายทำมีพิธีกรพูดกี่คน ถ้าหากว่าคนเดียวอาจจะเลือกเป็นไมโครโฟน Shotgun ก็ได้ หรือถ้าพูดคนเดียวและถ่ายใน Studio อาจจะใช้ไมโครโฟนที่ติดตั้งกับโต๊ะก็ได้

    FEB03Lensgo 348C_4

    แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เน้นความสะดวก หรือพิธีกรพูดสองคนขึ้นไป ไมโครโฟนที่เหมาะสมก็มักจะเป็นไมโครโฟนแบบไร้สายที่ต้องมีตัวส่งสัญญาณ 2 ตัว ต่อตัวรับ 1 ตัวเป็นต้นครับ

    4.  ต้องการเสียงพูดเป็นหลัก หรือใช้สำหรับการร้องเพลง บันทึกเสียงเครื่องดนตรี
    อีกเรื่องคือเราต้องการเสียงพูดเป็นหลักหรือเพื่อการบันทึกเสียงงานด้านดนตรี เพราะไมโครโฟนที่ใช้สำหรับสองงานนี้ก็จะมีความแตกต่างกันแบบชัดเจนมาก ถ้าหากเสียงร้อง เราอาจจะเลือกใช้ไมโครโฟนแบบ Dynamic หรือ Condenser ก็ยังได้เลย ลักษณะก็จะเหมือนไมโครโฟนร้องเพลงครับ แต่ถ้าหากเครื่องดนตรีเป็นชิ้น มีการเก็บรายละเอียดเสียงที่ละเอียดอ่อนก็ต้องเป็นไมโครโฟนแบบ Condenser ที่จะไวต่อการรับเสียงมาก ๆ

    FEB03Lensgo 348C_5

    สำหรับการทำคอนเทนต์ประเภทบันทึกเสียงพูดนั้นด็ต้องเป็นไมโครโฟนแบบ Wireless ก็น่าจะเหมาะสมกว่าเพราะออกแบบมาให้เก็บเสียงพูดเป็นหลักและสามารถทำงานได้ง่าย ไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริมในการบันทึกเสียง

    5.  บันทึกลงกล้องโดยตรง เข้าคอม หรือต่อกับ Audio Interface อื่น
    อีกเรื่องที่ต้องคิดด้วยคือเวลาที่เราใช้งาน เราต้องการที่จะต่อเข้ากล้องโดยตรงเลยไหม หรือต้องใช้งานกับ Audio Interface อื่นอีก เพราะสายต่อพวกนี้จะไม่เหมือนกัน

        FEB03Lensgo 348C_6

    FEB03Lensgo 348C_7                                                                                     

    การต่อระหว่างไมโครโฟนไปที่กล้องโดยตรงจะใช้สาย TRS to TRS

    • การต่อระหว่างไมโครโฟนไปยัง Audio Interface จะใช้ไมโครโฟนที่เป็นสายต่อแบบ XLR
    • การต่อระหว่างไมโครโฟนไปยัง Laptop, PC จะใช้ไมโครโฟนที่เป็นสายต่อแบบ USB ตรง หรือแบบสายต่อแบบ XLR เข้า Audio Interface และต่อเข้าคอมอีกที

          FEB03Lensgo 348C_8

    FEB03Lensgo 348C_9                                                        

    จะเห็นได้ว่าไมโครโฟนเมื่อมีการใช้งานกับอุปกรณ์ที่แตกต่างกันนั้น วิธีการก็จะแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ

    นี่ก็เป็นเรื่องพื้นฐานที่มือใหม่ควรจะรู้ไว้ก่อนที่จะเลือกซื้อไมค์มาใช้ครับ ถ้าหากซื้อไม่ตรงกับงาน อาจจะได้เสียงที่ไม่ตรงความต้องการ ใช้งานยาก หรืออาจะต่อเข้ากับอุปกรณ์ของเราไม่ได้เลย

  • สิ่งที่มือใหม่ต้องรู้และเข้าใจเกี่ยวกับไมโครโฟนไร้สายก่อนการนำมาใช้

    สิ่งที่มือใหม่ต้องรู้และเข้าใจเกี่ยวกับไมโครโฟนไร้สายก่อนการนำมาใช้

    ที่มือใหม่ต้องรู้และเข้าใจเกี่ยวกับไมโครโฟนไร้สายก่อนการนำมาใช้ ซึ่งคอนเทนต์ตอนนี้จะเน้นไปที่การอธิบายพื้นฐานสำหรับคนเริ่มต้นครับว่า ควรเข้าใจเกี่ยวกับไมโครโฟนในเรื่องอะไรบ้าง

    Lensgo-01-APL04
    1.  รู้ประเภทของงานและความเหมาะสมในการเลือกไมโครโฟนมาใช้
    สิ่งแรกที่ต้องรู้เลยคือประเภทของงาน และเนื้องานที่ทำ เพื่อกำหนดว่าไมโครโฟนที่เราต้องใช้ควรเป็นแบบไหน ผมขอยกตัวอย่างคร่าว ๆ ดังนี้นะครับ
     Lensgo-02-APL04

    1.1 งานสัมภาษณ์ ที่ต้องมีคนพูด 2 คน โต้ตอบกัน และอยู่ห่างจากกล้องประมาณ 1-2 เมตร อันนี้อาจจะต้องใช้ Wireless Microphone คงสะดวกกว่า
    1.2 งานรีวิวสินค้าที่พูดอยู่หน้ากล้อง ทำงานคนเดียว อาจจะใช้ไมโครโฟนไวเรส หรือว่าไมโครโฟนแบบช็อตกันก็ได้
    1.3 งานสตรีมเมอร์ เน้นพูดหน้ากล้อง อาจจะเป็นไมโครโฟนไวเรส หรือไมโครโฟนตั้งโต๊ะ ก็ทำได้เหมือนกัน
    จะเห็นได้ว่าการรู้จักงานที่เราทำอยู่ จะทำให้เรากำหนดได้ว่าไมโครโฟนที่ใช้ควรเป็นลักษณะไหนและเตรียมแผนเพื่อแก้ปัญหางานยังไงครับ

    2. จุดเด่นของไมโครโฟน Wireless
    ที่ต้องแนะนำไมโครโฟนแบบ Wireless สำหรับมือใหม่เหตุผลเพราะเรื่องความง่ายในการใช้งาน คือปัจจุบันเราสามารถที่จะเปิดไมโครโฟนแล้วทุกอย่างจะเชื่อมต่อกันเองโดยที่เราไม่ต้องทำอะไรให้วุ่นวาย

    Lensgo-03-APL04

    นอกจากนี้ยังสามารถที่จะต่อเข้ากับกล้อง Smartphone หรือ Mirrorless ได้เลย การควบคุมทุกอย่างเราก็สามารถควบคุมผ่านตัวรับสัญญาณ เนื้อเสียงของไมโครโฟนแบบ Built In ก็ทำได้ดีมาก ๆ แล้วสำหรับปัจจุบัน และการส่งสัญญาณก็ยังไกลถึง 70 เมตรเลย

    3.  การติดตั้งที่เหมาะสม
    การติดตั้งที่เหมาะสมสำหรับ Microphone Wireless ในที่นี้จะเป็นตัวส่งสัญญาณที่จะเป็นไมโครโฟน ​Built In ในตัว ซึ่งเราควรจะติดบริเวณหน้าอกของผู้พูดครับ เพราะเป็นตำแหน่งที่รับเสียงพูดได้ดี แล้วก็ไม่ดูสะดุดตาจนเกินไป ผู้พูดสามารถทำหน้าที่พิธีกรได้อย่างมั่นใจครับ

    Lensgo-04-APL04

    ส่วนตัวรับสัญญาณนั้นสามารถติดที่บน Hot Shoe ของกล้องได้เลย แล้วก็สามารถทำคอนเทนต์ได้ตามแผนที่วางเอาไว้

    4.  วิธีการต่อกับกล้องและการตั้งค่าที่เหมาะสม
    การต่อไมโครโฟนไร้สายในตัวอย่างนี้จะใช้ Lensgo 348C ครับ ต่อกับ Sony A7C เริ่มต้นให้ใช้สาย TRS to TRS ต่อเข้าระหว่างตัวรับของไมโครโฟนและกล้องให้เรียบร้อยก่อน

    Lensgo-05-APL04

    จากนั้นก็ทำการเปิดตัวรับและตัวส่งสัญญาณให้เรียบร้อย พร้อมกับตั้งค่ากล้อง โดยที่ให้ระดับเสียงในกล้องอยู่ที่ระดับกลางของการรับเสียงทั้งหมด จากนั้นเปิดตัวรับสัญญาณ และพยายามตั้งค่าของเสียงให้อยู่ที่ -12dB ครับ

    Lensgo-06-APL04

    5. ข้อจำกัดของ Microphone Wireless
    ข้อจำกัดของ Microphone Wireless ก็คือ ลักษณะงานประเภทร้องเพลงไม่เหมาะกับไมโครโฟนแบบนี้ครับ เพราะการรับเสียงจะเน้นการพูดที่คมชัด จะแตกต่างจากมิติของไมโครโฟนที่ออกแบบมาเพื่องานอัดเสียงสำหรับร้อง เพราะตัวนั้นจะมีความไวต่อเสียงมากกว่าและเน้นใช้เฉพาะในห้องที่ออกแบบสำหรับงานอัดเสียงโดยเฉพาะ

    Lensgo-07-APL04

  • ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการใช้ไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C เพื่อถ่ายวิดีโอและการไลฟ์สด

    ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการใช้ไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C เพื่อถ่ายวิดีโอและการไลฟ์สด

    คอนเทนต์ในตอนนี้จะเป็นความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการใช้งานไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C เพื่อการถ่ายวิดีโอและการไลฟ์สด ซึ่งจะเป็นการปูพื้นฐานในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับไมโครโฟนในการทำงานร่วมกับกับกล้อง ซึ่งจะต่อยอดความเข้าใจไปถึง Workflow ทั้งหมดของการทำงานครับ

    1. คุณภาพเสียงสำคัญยังไงกับงานวิดีโอ
    สิ่งแรกเรามาทำความเข้าใจกันก่อนครับว่าทำไมเสียงถึงสำคัญกับวิดีโอมากขนาดนั้น ในการทำคอนเทนต์สิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญแน่นอนว่ามีเรื่องของคุณภาพวิดีโอ เรื่องความสว่าง สีสวย แต่ในคอนเทนต์สิ่งที่ทำให้วิดีโอสื่อสารได้ก็มีเรื่องของเสียงด้วยครับ

    sound-frequency

    ยิ่งเสียงพูดที่ต้องอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจ หรือการโปรโมตสินค้าใหม่ ๆ จำเป็นอย่างมากที่เราจะต้องใช้เนื้อเสียงที่คมชัด น่าฟัง สื่อสารได้ นี่ก็เป็นเหตุผลว่าเสียงส่งผลต่อทั้งความเข้าใจ อารมณ์ และการสื่อสารผ่านทางเสียงก็เป็นหนึ่งในการรับรู้ที่สำคัญอย่างนึงนั่นเอง ดังนั้นการเลือกใช้ไมโครโฟนที่ได้คุณภาพเสียงที่ดี คมชัด ทำงานได้ง่าย ก็ช่วยให้วิดีโอมีความน่าสนใจมากขึ้นครับ

    2. ปัจจัยที่ทำให้เสียงมีคุณภาพที่ดีและมีความคมชัด
    ทีนี้พอเราเข้าใจแล้วว่าเสียงมีความสำคัญกับงานวิดีโอแล้ว คำถามต่อมาที่มักจะเกิดขึ้นก็คือแล้วเราจะทำให้เสียงมีคุณภาพที่ดี มีความคมชัดได้ยังไง ซึ่งมีปัจจัยอยู่ 3 อย่างด้วยกัน

    Lesgo-EP01 (2)

    2.1 คุณภาพของอุปกรณ์ในการบันทึกเสียง
    อย่างแรกคือเรื่องของคุณภาพตัวอุปกรณ์ก่อนเลย ตัวอุปกรณ์การบันทึกเสียงต้องดี และเลือกใช้อย่างเหมาะสมกับการทำงานของเรา ยกตัวอย่างเช่นการบันทึกเสียงสำหรับงานพิธีกร หรือคอนเทนต์ YouTube ต้องเน้นไมโครโฟนที่บันทึกเสียงพูดได้ชัด เก็บเสียงบรรยากาศรอบ ๆ ได้อย่างเหมาะสม และทำงานได้สะดวก เหมาะกับการทำงานในทีมเล็ก ๆ

    Lesgo-EP01 (6)

    หากเราได้อุปกรณ์บันทึกเสียงที่ดี ใช้งานง่าย และการทำงานเหมาะสม จะช่วยให้เราบันทึกเสียงได้ดีขึ้นอย่างแน่นอน แต่ก็ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยที่จะกล่าวถึงต่อไปด้วย

    2.2 สถานที่ที่เหมาะกับการบันทึกเสียง
    ต่อมาคือเรื่องของสถานที่ ที่เหมาะสมกับการบันทึกเสียง คือตัวไมโครโฟนเนี่ยทำหน้าที่ในการรับเสียงให้เหมาะกับเสียงที่เราต้องการบันทึก แต่ว่าสถานที่ที่เหมาะกับเสียงพูดก็ยกตัวอย่างเช่น ในสตูดิโอ หรืองานอีเวนต์บริเวณที่ไม่เกิดเสียงรบกวนดังเกินไปมากนัก ซึ่งก็จะช่วยให้เราสามารถที่จะอัดเสียงพูดได้

    Lesgo-EP01 (8)

    ซึ่งการเลือกสถานที่ที่เหมาะสม ทำให้เราสามารถบันทึกเสียงตามงานที่เราต้องการได้เลย อย่างงานอีเวนต์ ผมก็จะเลือกสถานที่ที่ไม่เกิดเสียงดังรบกวนเกินไป คนคุยกันไม่ดังเกินกว่าเสียงของผมเวลาพูดเข้าไมโครโฟน หรือถ้าดีหน่อยเราสามารถถ่ายวิดีโอและบันทึกเสียงในสถานที่ ที่เสียงรบกวนน้อยมาก ๆ ก็จะดีมากครับ เพราะงั้นเสียงรบกวนมาได้หลากหลายแบบ ทั้งเป็นรูปแบบของเสียงที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เสียงลม เสียงน้ำตก หรือจะมาในรูปแบบงานอีเวนต์ที่เป็นเสียงบรรยากาศในงาน เราต้องระวังไม่ให้เสียงเหล่านี้ดังเกินไปครับ

    2.3 การตั้งค่าที่เหมาะสมกับการบันทึกเสียง
    ต่อมาคือเรื่องของการตั้งค่าไมโครโฟนให้เหมาะสมกับการบันทึกเสียง คือถ้าหากว่าเราใช้ไมโครโฟนที่ดี ไมโครโฟนก็รับเสียงได้ง่าย แต่ถ้าหากตั้งค่าไม่เหมาะสมก็อาจจะทำให้เราได้เนื้อเสียงที่ไม่เหมาะสมได้ เช่น ดังไปจนเสียงแตก หรือเบาไปจนฟังไม่รู้เรื่อง

    Lesgo-EP01 (9)

    ดังนั้นการตั้งค่ารับเสียงที่ตัวกล้องและตัวไมโครโฟนอย่างเหมาะสมจะทำให้เนื้อเสียงที่ได้มีคุณภาพ เหมาะกับการทำงานของเราครับ

    3. ข้อดีของไมโครโฟนไร้สายในการทำงานวิดีโอ
    คราวนี้เรามาดูเรื่องของข้อดีในการใช้ไมโครโฟนไร้สายในการทำงานด้านวิดีโอกันบ้าง ซึ่งผมจะยกมาเป็นประเด็นหลัก ๆ ที่เข้าใจได้ง่ายก็คือ ไมโครโฟนไร้สายบันทึกเสียงได้ดีมาก ทั้งเสียงพูด และเสียงบรรยากาศโดยรอบ สามารถบันทึกเนื้อเสียงคนพูดได้ดี เวลาฟังแล้วเราแยกได้ว่าเสียงพูดมีระดับที่ต่างจากเสียงบรรยากาศ เพราะไมโครโฟนสามารถติดตั้งไว้ใกล้ปากคนพูดได้

    Lesgo-EP01 (7)

    นอกจากเรื่องคุณภาพเสียงแล้วยังมีเรื่องของการทำงานที่ง่ายกับอุปกรณ์ถ่ายวิดีโอด้วย ซึ่ง Lensgo 348C ก็เป็นไมโครโฟนไร้สายที่สามารถต่อกับกล้องได้เกือบทุกแบบ และยังทำงานได้ง่ายแม้ว่าผู้ใช้ยังเป็นมือใหม่ก็ยังสามารถทำงานได้ง่ายนั่นเอง ด้วยข้อดีเหล่านี้ทำให้คนที่ทำงานสามารถทำงานได้ง่ายและได้คุณภาพของเนื้อเสียงที่ดีด้วย

    4. การต่อไมโครโฟนร่วมกับ Smartphone และกล้อง GoPro ต้องใช้สาย TRS to TRRS ในการต่อไมโครโฟนเข้ากับอุปกรณ์
     พื้นฐานเรื่องต่อมาที่ต้องรู้คือการต่อไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C ร่วมกับ Smartphone ไม่ว่าจะเป็น iPhone หรือ Android และการต่อไมโครโฟนร่วมกับกล้อง GoPro

    Lesgo-EP01 (1)

    ไมโครโฟน Wireless Lengo 348C นั้นสามารถที่จะเชื่อมต่อได้เลย เพียงแค่ต้องใช้อุปกรณ์เพิ่ม 1 ตัวคือสายเชื่อมต่อจากตัวรับสัญญาณไปยัง Smartphone นั้น ต้องใช้สายแบบ TRS to TRRS เพราะสายต่อไมโครโฟนไปยังกล้องทั่วไปจะเป็นสายแบบ TRS to TRS (จะมีขีดสองขีดที่ส่วนหัวของแจ็ค) แต่การต่อเข้ามือถือต้องต่อเป็น TRRS ดังนั้นสายที่ต่อเพียงแค่ใช้สาย TRS to TRRS ก็สามารถที่จะใช้ไมโครโฟน Lensgo 348C เข้ากับกล้อง Smartphone หรือ GoPro ได้แล้วครับ

    ส่วนวิธีการต่อก็คือให้เอาตัวรับสัญญาณต่อเข้ากับกล้องโดยใช้สาย TRS to TTRS เป็นสายเชื่อมต่อ โดยหัวที่เป็น TRS (จะมีสองขีด) ให้ต่อเข้ากับตัวรับ และสาย TRRS (จะมีสามขีด) ต่อเข้ากับตัวส่งสัญญาณ จากนั้นเปิดไมโครโฟนทั้งตัวส่งและตัวรับ ไมโครโฟนก็จะเชื่อมต่อหากันเอง จากนั้นก็เปิดกล้อง ก็เป็นอันเรียบร้อยครับ

     5. การต่อไมโครโฟนร่วมกับกล้อง Mirrolress
    พื้นฐานต่อมาก็คือการต่อไมโครโฟนร่วมกับกล้อง Mirrorless อันนี้ใช้งานง่าย เพราะใช้สาย TRS to TRS มาตรฐานในการเชื่อมต่อตามปกติครับ เพราะเป็นการใช้สายมาตรฐานในการเชื่อมต่ออยู่แล้ว

    Lesgo-EP01 (3)

    ซึ่งวิธีการต่อไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C ไปยังกล้อง Mirrorless ก็คือ ให้เอาตัวรับต่อเข้าที่บน Hotshoe, Cold Shoe ของกล้อง และเชื่อมต่อด้วยกันผ่านสาย TRS to TRS จากนั้นทำการเปิดกล้อง เปิดไมโครโฟนทั้งตัวรับและตัวส่ง ก็สามารถที่จะใช้ไมโครโฟนในการบันทึกเสียงได้เลย

     6. วิธีการต่อกล้องและไมโครโฟนเข้าไปใช้ในระบบไลฟ์สด
    ต่อมาคือวิธีต่อกล้องและไมโครโฟนเข้าไปที่ระบบไลฟ์สด โดยการต่อคร่าว ๆ คือเราจะต่อกล้องและไมโครโฟนตามปกติแบบวิธีข้างต้นเลย เพียงแต่ขั้นตอนที่ถูกเพิ่มขึ้นมาเราจะต้องต่อสาย HDMI ส่งสัญญาณภาพและเสียงออกจากกล้องครับ แล้วนำไปต่อเข้ากับ Capture Card หรือกล่อง Live เพื่อให้ Capture Card เป็นตัวกลางในการนำสัญญาณเข้าไปที่ Laptop, Computer อีกที

    Lesgo-EP01 (4)

    จากนั้นเราจะต่อสาย USB เพื่อส่งสัญญาณภาพและเสียงที่ Capture Card ได้รับ ส่งเข้าไปที่ Laptop, Computer ของเราได้เลย จากนั้นพอเปิด Software Live ตัวระบบจะมองเห็น Capture ของเรา เราก็สามารถเลือกสัญญาณภาพและเสียงได้เลยครับ

     7. ความรู้เกี่ยวกับสายสัญญาณที่ใช้กับกล้อง Mirrorless และกล้องมือถือหรือ Action Camera
    สุดท้ายคือความรู้ที่ต้องรู้เลยเกี่ยวกับสายสัญญาณที่ไมโครโฟนใช้กับกล้อง Mirrorless และกล้องมือถือหรือ Action Camera จะใช้สายที่แตกต่างกัน (คุณน่าจะเห็นแล้วจากเนื้อหาด้านบนก่อนหน้านี้)
    สายสัญญาณที่จะต่อจากตัวรับสัญญาณไปยังกล้อง Mirrorless จะใช้สาย TRS to TRS สังเกตตรงหัวจะมีสองขีดครับ
    สายสัญญาณที่จะต่อจากตัวรับสัญญาณไปยังกล้อง Action Camera, Smartphone จะใช้สาย TRS to TRRS สังเกตว่าจะมีสามขีด

    Lesgo-EP01 (5)

    หากเราใช้สายสัญญาณในการต่อที่ไม่ถูกต้อง จะทำให้เสียงไม่เข้าไปที่อุปกรณ์ของเราครับ เลือกใช้ให้ถูกต้องนะครับ

    สำหรับผู้ที่สนใจไมโครโฟน หรือต้องการสอบถามเรื่องไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C สามารถสอบถามได้ที่ ShutterB Thailand พร้อมให้บริการทั้งก่อนและหลังการขายครับ

  • วิธีการตั้งค่าไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C เพื่อให้เสียงรบกวนหายไปมากที่สุด

    วิธีการตั้งค่าไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C เพื่อให้เสียงรบกวนหายไปมากที่สุด

    การใช้ไมโครโฟนเพื่อบันทึกเสียงสิ่งที่เราคาดหวังมากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของความชัดเจนของเสียงที่เราบันทึกมาได้ แม้ว่าการใช้ไมโครโฟนที่ดีจะทำให้เราได้เนื้อเสียงที่คมชัดแล้ว แต่ก็ยังมีสิ่งนึงที่เราต้องทำความเข้าใจก็คือเรื่องของเสียงรบกวนรอบ ๆ ที่เราไม่พึงประสงค์

    Lensgo-348C

    ยกตัวอย่างเช่น เสียงแอร์ในห้องที่อาจจะดัง เสียงพูดคนของคนบริเวณรอบ ๆ ที่เข้ามาในไมโครโฟน ซึ่งพื้นฐานไมโครโฟนจะทำหน้าที่ในการรับเสียงเข้ามา แล้วก็บันทึกลงไปโดยตรง ดังนั้นการที่เราตั้งค่าไมโครโฟนไม่เหมาะสม หรือการนำไมโครโฟนไปใช้ไม่ถูกวิธีก็อาจจะทำให้เสียงรบกวนดังแล้วก็เข้ามารบกวนเราได้ ซึ่งในวันนี้เราจะมาแนะนำวิธีกันว่า ถ้าจะให้เสียงรบกวนหายไปมากที่สุดเราต้องทำยังไง   

    1. ติดไมโครโฟนบริเวณหน้าอกและยืนหันหลังให้กับแหล่งกำเนิดเสียงนั้น ๆ
    วิธีแรกคือการติดไมโครโฟนบริเวณหน้าอกและยืนหันหลังให้กับแหล่งกำเนิดเสียง อันนี้จะเป็นการใช้ ไมโครโฟน Lensgo 348C แบบใช้ไมโครโฟน Built-In ของตัวไมโครโฟนครับ

    Lensgo 348C-INSTALL

    ซึ่งพื้นฐานเดิมของไมโครโฟนแบบ Built In นั้นจะรับเสียงได้กว้าง เนื้อเสียงดี แต่ถ้าหากพื้นที่ที่เราอยู่มีเสียง Ambient โดยรอบดังจริง ๆ ให้เราติดไมโคโฟนบริเวณหน้าอกเพื่อที่จะรับเสียงพูดได้ชัด แล้วก็ควรจะยืนหันหลังให้กับแหล่งกำเนิดเสียงที่รบกวนตรงนั้นครับ เป็นไปได้ควรเดินห่างออกมาหน่อยด้วยจะดีมาก ๆ เพื่อให้เสียงรบกวนเหล่านั้นลดลงครับ

    Test-Mic-Lensgo

    คราวนี้การยืนหันให้กับเสียงรบกวนเหล่านั้นช่วยได้ยังไง เหตุผลก็เพราะว่าตัวเราเองจำเป็นเหมือนกำแพงที่จะคอยซับเสียงไม่ให้เข้ามาที่ตัวไมโครโฟนของเราครับ และการวางไมค์ที่หน้าอกก็ทำให้เสียงพูดของเราอยู่ใกล้ไมโครโฟนมากขึ้น เสียงพูดก็จะชัดเจนด้วยครับ

    2. ใช้ไมโครโฟนแบบ Lavalier เพื่อให้ได้เสียงพูดที่คมชัดขึ้น ลดระยะในการรับเสียงลง
    วิธีที่สองจะเป็นอีกวิธีที่จะทำให้เสียงบรรยากาศรอบข้างเข้ามาได้น้อยลงกว่าเดิมอีกก็คือ การต่อไมโครโฟนเสริมเป็นแบบ Lavalier Microphone ซึ่งไมโครโฟนแบบนี้ระยะการรับเสียงแคบลงมาครับ

    cable-3.5mm

    ซึ่งไมโครโฟนแบบ Lavalier ก็มีความคล้ายกับ Built In Microphone Lensgo 348C แต่ลักษณะเฉพาะของ Lavalier Microphone จะรับเสียงแคบ ๆ เพื่อโฟกัสในการรับเสียงพูดของเรามากยิ่งขึ้น สังเกตได้เลยว่ารายการต่าง ๆ ตาม Event ที่มีเสียงรบกวนเยอะ เขาจะใช้ไมโครโฟนแบบ Lavalier เพื่อให้เสียงพูดมีความชัดเจนครับ อีกทั้งยังจัดการกับเสียงบรรยากาศรอบ ๆ ได้มากขึ้นด้วย

    ืneck-install

    3. ติดไมโครโฟนแบบ Lavalier ไว้ใต้เสื้อ และอยู่ใกล้บริเวณหน้าอกของเรา
    วิธีที่สามก็คือการติดไมโครโฟน Lavalier ไว้ใต้เสื้อและควรอยู่บริเวณหน้าอกของเราด้วย ซึ่งการทำแบบนี้ก็จะทำให้เสียงรบกวนต่าง ๆ มันเข้ามาน้อยลงมากกว่าเดิมเยอะ และลักษณะพิเศษของ Microphone แบบ Lavalier คือสามารถติดตั้งใต้เสื้อผ้าได้สะดวกอีกด้วย

    Neck-install-2

    4.ลดระดับการรับเสียงของไมโครโฟนลง และเพิ่มน้ำหนักเสียงพูดของเราให้มากขึ้น
    วิธีที่สี่ก็คือการลดระดับการรับเสียงของไมโครโฟนลง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นคือระยะในการรับเสียงของไมโครโฟนก็จะน้อยลงไปด้วย ทำให้เสียงรบกวนเข้ามาน้อยลงอย่างมาก

    test-complete

    และสิ่งที่เราต้องทำต่อมาก็คือการฝึกพูดให้น้ำเสียงมีความดังมากขึ้นกว่าเดิม วิธีนี้เป็นวิธีที่ใช้กันบ่อยในงานอีเวนต์ต่าง ๆ ที่มีเสียงรบกวนเยอะ เราจะติดตั้งไมโครโฟนใกล้ ๆ ปากของเราและลดระดับการรับเสียงเพื่อไม่ให้เสียงรบกวนมันเข้ามาได้ และพูดให้ดังขึ้นแทน

     เทคนิคนี้พิธีกรจะเหนื่อยหน่อยเพราะต้องใช้น้ำเสียงที่ดังขึ้น แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความคมชัดของเสียงพูดของเรานั่นเองครับ

    (เพิ่มเติม…)