หมวดหมู่: บทความ

บทความที่เกี่ยวกับสินค้า

  • การตั้งค่า Microphone Lensgo 348C ร่วมกับโปรแกรม Zoom และแอพสำหรับประชุมออนไลน์

    การตั้งค่า Microphone Lensgo 348C ร่วมกับโปรแกรม Zoom และแอพสำหรับประชุมออนไลน์

    คอนเทนต์ในตอนนี้จะสอนการ Setup Microphone Lensgo 348C ในการต่อร่วมกับกล้องเพื่อใช้งานประชุมออนไลน์ อย่างแอพ Zoom และ Software อื่น ๆ ได้ โดยใช้วิธีการเดียวกันครับ ซึ่งอุปกรณ์ที่ต้องใช้มีดังนี้
    1.  กล้อง Mirorless, Compact หรือกล้องที่สามารถส่งสัญญาณภาพและเสียงออกไปยัง HDMI Port ได้
    2. ไมโครโฟน Wireless Lensgo 348C
    3. กล่องไลฟ์ หรือ Capture Card
    4. ซอฟต์แวร์สำหรับประชุม เช่น Zoom หรือบริการอื่น ๆ ที่เราใช้งานอยู่

    Lensgp-EP08 (12)

    1.ภาพรวมของการทำงานทั้งหมดเพื่อให้เข้าใจภาพร่วมกัน
    ภาพรวมแรกที่เราต้องเข้าในกระบวนการทำงานคือ จะมีเรื่องภาพและเสียงที่ออกมาจากกล้อง โดยส่งผ่านสาย HDMI Output ของกล้องครับ ซึ่งตัวไมโครโฟนจะต่อกับกล้อง และตัวกล้องจะส่งสัญญาณออกมาทั้งภาพและเสียงไปยัง Capture Card จากนั้น Capture Card จะรับภาพและเสียงจากตัวกล้อง ในขณะเดียวกันก็จะส่งต่อสัญญาณที่ได้รับมาไปยังคอมพิวเตอร์, แล็บท็อปอีกที และสุดท้ายคือโปรแกรม Zoom จะทำหน้าที่รับสัญญาณจาก ​Capture Card ไปแสดงผลครับ

    Lensgp-EP08 (2)
    2.การติดตั้งไมโครโฟน Lensgo 348C และกล้อง Mirorlress
    อย่างแรกคือให้เราติดตั้งไมโครโฟน Lensgo 348C เข้ากับกล้อง Mirrorless โดยกล้อง ​Mirrorless ที่ผมใช้ จะใช้กล้อง Panasonic Lumix S5 ซึ่งผมจะติดตั้งตัวรับของไมโครโฟนไว้บน Hot Shoe ของกล้อง

    Lensgp-EP08 (7)
    จากนั้นต่อสาย TRS to TRS ต่อตัวรับสัญญาณกับกล้องเข้าด้วยกัน แล้วก็จะทำการเปิดไมโครโฟนทั้งตัวรับตัวส่ง และเปิดกล้องเพื่อทดสอบสัญญาณ
    Lensgp-EP08 (3)
    หากต่อสายอย่างถูกต้องแล้วสัญญาณเสียงที่ได้รับจะแสดงผลผ่าน Audio Level ตามปกติครับ ถ้าหากว่าสัญญาณไม่เข้าให้ตรวจสอบว่าเราได้ใช้สายสัญญาณถูกต้องหรือไม่ หรือว่าต่อพอร์ตถูกต้องหรือไม่ครับ เพราะถ้าทำถูกต้องแล้ว ยังไงสัญญาณก็จะเข้าตามปกติ

    Lensgp-EP08 (8)
    3.การนำสัญญาณภาพและเสียงเข้าไปที่ระบบของ Zoom ผ่าน Capture Card
    ขั้นตอนนี้จะเป็นการนำสัญญาณภาพและเสียงเข้าไปยังระบบ Zoom ผ่านทาง Capture Card ครับ โดยเริ่มที่เราต่อสาย HDMI จากตัวกล้องออกมาก่อนครับ จากนั้นต่อสาย HDMI ไปยัง Capture Card ของเรา ซึ่ง Capture Card จะมีพอร์ตสำหรับรับสัญญาณ HDMI จากกล้องอยู่ ซึ่งภาพและเสียงจะเข้ามาผ่านพอร์ตนี้แหละครับ

    Lensgp-EP08 (4)

    Lensgp-EP08 (5)
    ขั้นตอนต่อมาคือให้เราต่อสาย USB จากตัว Capture Card ไปต่อกับ Laptop ของเราอีกทีครับ เมื่อต่อถูกต้อง ตัวระบบของ Mac, Windows ก็จะมองเห็นกล้องและไมโครโฟนเป็นชื่อ Capture Card ของเรา ซึ่งจะเป็นสัญญาณภาพและสัญญาณเสียงนั่นเองครับ


    4.วิธีตรวจสอบสัญญาณภาพและเสียงว่าเข้ามาที่ Zoom ถูกต้องหรือไม่
    การตรวจสอบสัญญาณภาพและเสียงที่เข้ามายัง Zoom ว่าถูกต้องหรือไม่ ให้เราเปิดแอพซูมขึ้นมาครับ จากนั้นกดที่เมนูหลัก zoom.us จากนั้นไปที่ Preference จะแสดงหน้าจอการตั้งค่าของระบบ Zoom ทั้งหมด

    Lensgp-EP08 (1)

    ต่อมาให้เราเลือกไปที่แถบ Audio ซึ่งจะมีส่วนที่เราต้องสังเกตคือ Microphone ครับ จะมีแถบให้เลือกว่าเป็นไมโครโฟนของอะไร ถ้าเป็นของ Capture Card ของเรา เขาจะแสดงชื่อ Capture Card ขึ้นมาครับผม ยกตัวอย่างของผมจะใช้ Blackmagic ATEM Mini ก็จะแสดงชื่อของ Blackmagic ขึ้นมาครับ จากนั้นก็ให้เราลองเปิดไมโครโฟนของเราและพูดดูครับ ถ้า Input Level ของเราขึ้นตามปกติก็คือจบครับ เพิ่มเติมในส่วนกล้อง ถ้าหากว่าเราอยากตรวจสอบสัญญาณภาพ ก็ให้เรากดที่ส่วนของ Video และเลือก Camera ให้เป็น Capture Card ของเรา ตัวแอพ Zoom ก็จะแสดงผลกล้องของเราขึ้นมาครับ

    Lensgp-EP08 (10)
    5.การตั้งค่าเสียงที่เหมาะสมสำหรับการใช้ประชุมออนไลน์หรือ Zoom
    การตั้งค่าเสียงที่ดีที่สุดสำหรับ Zoom ก็คือให้เริ่มต้นที่ตัวกล้องของเราก่อนครับ โดยที่กล้องให้เราตั้งระดับการรับเสียงไว้กลาง ๆ ก็พอครับ เช่น ถ้ากล้องเรารับได้ 30 ระดับก็ตั้งสัก 15-20 ก็พอครับ หรือถ้ากล้องเราตั้งได้แค่ 20 ระดับ ก็ตั้งค่าสัก 12 ก็ได้ครับ ส่วนสำคัญต่อมาคือตัวไมโครโฟนที่เป็นตัวรับสัญญาณ ให้เราทดสอบพูดโดยใช้น้ำหนักเสียงปกติของเราก่อน แล้วก็ดูว่าเสียงของเราอยู่ในระดับประมาณ -12dB หรือยัง ถ้าหากว่าเสียงดังไปก็ลดความดังไมโครโฟนลงมาครับ ถ้าหากว่าเสียงเบาไป ก็เพิ่มระดับการรับเสียงครับ

    Lensgp-EP08 (9)
    ถ้ากล้องของใครไม่มี Level ก็ให้เรานั้นตั้งระดับเสียงไว้ให้อยู่ในโซนสีเขียว ๆ ไม่ให้เสียงแตกครับ จากนั้นส่วนสำคัญที่เราต้องตั้งต่อคือระดับการรับเสียงใน Zoom เพราะเสียงที่เราตั้งจากกล้องคือดังพอดีก็จริง แต่ตัว Zoom จะเป็นแอพที่จัดการเสียงรอบสุดท้ายครับ เริ่มต้นให้เรามาที่ Zoom.us ก่อน จากนั้นมาที่ Audio ครับ แล้วก็เลือกไมโครโฟนเป็น Capture Card ของเรา ทีนี้ให้เรามาสังเกตที่ส่วนด้านล่าง ที่เขียนว่า Input Level และ Input Volume ซึ่ง Input Level จะคอยบอกว่าเสียงที่ตัว Zoom ได้ยินอยู่ที่ระดับไหน เราลองพูดระดับเสียงปกติก่อน จากนั้นสังเกตว่า Input Level มีมากเพียงพอไหม ถ้าเราพูดในระดับเสียงปกติ และได้เสียงที่พอดี ระบบจะแสดงสีเขียวขึ้นมาครับ

    Lensgp-EP08 (11)
    ถ้าเสียงเบาหรือดังไปเราก็ปรับเพิ่มเอาเองตรง Input Volume ครับผม, แนะนำว่าควรปิด Automatically adjust microphone volume ออกครับ เพราะเราปรับระดับเสียงด้วยตัวเองจะดีกว่าครับ แต่ถ้าใครอยากเปิดแบบ Auto ก็ได้ ไม่ผิดครับ สำหรับผู้ที่สนใจไมโครโฟน หรือต้องการสอบถามเรื่องไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C สามารถสอบถามได้ที่ ShutterB Thailand พร้อมให้บริการทั้งก่อนและหลังการขายครับ

  • การใช้ไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C สำหรับ Content Creator มือใหม่

    การใช้ไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C สำหรับ Content Creator มือใหม่

    คนที่เริ่มต้นทำคอนเทนต์วิดีโอลง YouTube หรือว่าคอนเทนต์วิดีโอรีวิวที่ต้องมีการบันทึกเสียงด้วย ผมเชื่อว่าต้องเจอปัญหาทั้งเรื่องของการทำงาน ความคาดหวังในคุณภาพของตัววิดีโอ คาดหวังในคุณภาพของเสียงที่ได้รับด้วย ซึ่งในคอนเทนต์ตอนนี้ผมจะแนะนำคนเริ่มต้นหรือ Creator มือใหม่ที่กำลังถ่ายทำวิดีโอพร้อมบันทึกเสียงไปด้วยว่า การใช้ไมโครโฟนไร้สาย Lensgo 348C จะช่วยเราได้ยังไงหากเราเป็นมือใหม่เริ่มต้นและเพิ่งหัดทำคอนเทนต์ครับ

    1. ช่วยให้การบันทึกเสียงทำได้ง่ายและได้เนื้อเสียงที่ดี คมชัดมาก
    สิ่งแรกที่เราจะได้รับก็คือเรื่องของคุณภาพเนื้อเสียงที่ดีขึ้นทันที ไม่ว่าจะเป็นเสียงพูดหรือว่าเสียงบรรยากาศที่เราได้รับครับ คือไมโครโฟน Lensgo 348C นั้นจะเป็นไมโครโฟนที่ออกแบบมาสำหรับการบันทึกเสียงพูดได้อย่างคมชัด และสามารถที่จะเก็บเสียงบรรยากาศโดยรอบได้ในระดับที่ดีเลยทีเดียว ทำให้เวลาที่เราต้องถ่ายทำวิดีโอและบันทึกเสียงไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการทำรายการแบบที่ต้องมีพิธีกร การถ่ายวิดีโอรีวิว ได้เนื้อเสียงที่มีความคมชัด เสียงพูดก็โดดเด่น คนฟังสามารถสัมผัสได้ถึงบรรยากาศจริง ทำให้คอนเทนต์ของเราสื่อสารได้อย่างเต็มที่ คุณภาพงานวิดีโอของเราในด้านเสียงก็ดีขึ้นด้วยครับ จุดเด่นคือไมโครโฟนตัวนี้คือเราไม่ต้องตั้งค่าอะไรให้ซับซ้อนเลย แค่เปิดตัวไมโครโฟนแล้วก็ต่อไมโครโฟนเข้ากับอุปกรณ์ทุกอย่างก็พร้อมแล้ว

    Lesgo-EP01 (7)
    2. ตอบโจทย์ในการใช้ไมโครโฟนร่วมกับอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น กล้อง การเซ็ตกล้องร่วมกับ  กิมบอล หรือการใช้ไมโครโฟนแยกต่อเพิ่มสำหรับการทำงานที่ซับซ้อน
    ในการทำงานด้านวิดีโอนั้นเราไม่ได้ใช้แค่กล้องและไมค์เพียงอย่างเดียว บ่อยครั้งที่เราต้องต่อกล้องและไมโครโฟนร่วมกับอุปกรณ์อื่นเช่น Gimbal Stabilizer สำหรับการถ่ายคอนเทนต์ที่ต้องการความนิ่งของกล้องด้วย หรือว่าจะเป็นการติดตั้งร่วมกับขาตั้ง, หรือชุด Cage ในการทำงานด้านวิดีโอ ไมโครโฟนตัวนี้สามารถที่จะทำงานร่วมกับกล้องที่ติดตั้งกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ทันที ให้การทำงานในทีมเป็นไปอย่างราบรื่นครับ เพราะตัวขนาดของไมโครโฟน การนำไมโครโฟนไปติดตาม Cold Shoe, Hot Shoe ของกล้องก็สามารถทำได้ง่าย และตัวไมโครโฟนมีน้ำหนักเบา ทำให้ Workflow การทำงานของทีมนั้นไม่ซับซ้อน ลุยงานหนักได้เลย

    Lesgo-EP01 (10)

    Lesgo-EP01 (8)

    3. อุปกรณ์ใช้งานไม่ซับซ้อน ช่วยให้ทีมงานหรือคนที่ไม่เก่งเรื่องระบบเสียงก็สามารถใช้งานได้ง่าย
    ตัวไมโครโฟนนั้นสามารถทำงานได้ง่าย เข้าใจได้ง่ายแม้ไม่ได้ใช้คู่มือ ทำให้ทีมงานของเราไม่ต้องปวดหัวกับการทำงานหรือต้องมาเรียนรู้ใหม่ซึ่งเป็นเรื่องเสียเวลา หน้าจอของไมโครโฟนนั้นมีการบอกสถานะการทำงานทุกอย่าง ในการแสดงผลแต่ละจุดมีไอคอนเล็ก ๆ ที่คอยบอกว่าไมโครโฟนตัวนี้กำลังทำงานแบบไหน ตัวอุปกรณ์สามารถสื่อสารกับผู้ใช้งานได้ง่าย และใช้งานไม่ซับซ้อนอะไรเลย  จุดเด่นตรงนี้ทำให้ทีมงานเล็ก ๆ ที่ไม่ได้มี Professional ในทีมเยอะก็สามารถที่จะทำงานกับเสียงได้ง่าย และได้คุณภาพเสียงที่ดีด้วย ทำให้การทำงานประหยัดเวลา ไม่ต้องใช้ทีมงานที่เยอะเกินไป สะดวกกับคนเริ่มต้นมาก ๆ ครับ

    Lesgo-EP01 (5)

    Lesgo-EP01 (6)

    4. ใช้ร่วมกันกับกล้อง Smartphone, GoPro และกล้อง Mirrorless ได้ทันที
    ทีมงานที่เป็น Content Creator ระดับเริ่มต้นนั้นมีอยู่หลายระดับด้วยกัน มีทั้งทีมที่มีกล้องแบบ Professional เลย แต่คนเริ่มต้นบางกลุ่มก็อาจจะมีแค่กล้อง GoPro หรือแค่ Smartphone เท่านั้น สิ่งที่ Lensgo 348C ทำให้ได้ก็คือสามารถใช้งานกับกล้องขนาดเล็กและ Smartphone ได้เลย ซึ่งนี่เป็นจุดเด่นที่ดีมาก เพราะงานด้านวิดีโอนั้น ตัวกล้องแม้จะเป็นส่วนสำคัญแต่กล้องอย่าง GoPro และ Smarpthone ก็สามารถที่จะสื่อสารได้เข้าใจ และยังได้คุณภาพเสียงที่ดีในระดับมืออาชีพด้วย ทำให้ไม่ต้องลงทุนกับกล้องที่สูง เพียงแค่กล้องขนาดเล็กคุณก็สามารถที่จะถ่ายวิดีโอและบันทึกเสียงได้ทันที

    Lesgo-EP01 (1)

    Lensgo-318C for camera e

  • ตู้กันชื้นคืออะไร ดียังไง และความจำเป็นที่ต้องมีตู้กันชื้น

    ตู้กันชื้นคืออะไร ดียังไง และความจำเป็นที่ต้องมีตู้กันชื้น

    ตู้กันชื้นคืออะไร ดียังไง และความจำเป็นที่ต้องมีตู้กันชื้น อุปกรณ์ถ่ายภาพ เช่นกล้องถ่ายภาพ เลนส์ กระจกฟิลเตอร์และโดรน ถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่ต้องมีการลงทุนค่อนข้างสูง จึงต้องมีความจำเป็นที่จะต้องรักษาและปกป้องเพื่อให้ใช้งานได้ยาวนานมากขึ้น ซึ่งถ้าอยากให้กล้องและเลนส์อยู่ในสภาพที่ดี พร้อมใช้งาน เป็นเวลาหลายปี แนะนำว่าให้หาตู้กันชื้นมาใช้งาน แล้วตู้กันชื้นคืออะไร ดียังไง และความจำเป็นที่ต้องมีตู้กันชื้น

    ตู้กันชื้นคืออะไร ดียังไง และความจำเป็นที่ต้องมีตู้กันชื้น
    ความชื้น เชื้อรา และความเสียหายของอุปกรณ์กล้อง ปัญหาของการเก็บรักษากล้องและเลนส์ที่เกิดขึ้นในกลุ่มภูมิภาคที่มีความร้อนชื้นสูง มีฝนตกชุกนั่นก็คือ เชื้อรา โดยเชื้อราจะเจริญเติบโตได้ดีในที่ที่มีความชื้น และความมืด ทึบแสง

    Dry-cabinet_17

    LENS-Fungi
    โดยส่วนประกอบภายในที่ละเอียดอ่อนของอุปกรณ์กล้องจะมีความไวต่อเรื่องนี้เป็นพิเศษ โดยจะสังเกตว่า เมื่อกล้องไม่ได้ถูกเก็บรักษาอย่างถูกวิธี หรือไม่ได้ถูกออกมาใช้งานเป็นประจำ กล้องและเลนส์จะมีเส้นใยของเชื้อราเกิดขึ้น ทั้งยังเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วภายในกล้องและเลนส์ ทำให้คุณภาพของภาพลดลงและส่งผลโดยตรงต่อการทำงานโดยรวมของอุปกรณ์ซึ่งจะสร้างความเสียหายทั้งจากตัวเลนส์ภายในและ บอดี้ของกล้องและเลนส์ที่อยู่ภายนอกด้วย

    ตู้กันชื้นคืออะไร

    ตู้กันชื้น หรือตู้ลดความชื้น เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการการจัดเก็บและป้องกันสิ่งของที่มีความไวต่อความชื้น จุดประสงค์ตู้กันชื้นไม่ใช่เพื่อให้มีสภาพแวดล้อมที่ปราศจากความชื้น แต่
    1.เพื่อเป็นการควบคุมความชื้นให้ไม่มากเกินไปจนทำให้อุปกรณ์ได้รับความเสียหาย
    2.ป้องกันการเติบโตของเชื้อรา ช่วยให้กล้องและเลนส์ทำงานเต็มประสิทธิภาพและช่วยยืดระยะเวลาการใช้งานให้นานขึ้น

    Dry-cabinet_6

    Dry-cabinet_11
    ตู้กันชื้นทำงานอย่างไร
    ตู้กันชื้นมีรูปร่างและขนาดต่าง ๆ กันและมีเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน ชึ้นอยู่กับแบรนด์ที่เลือกใช้ แต่หลัก ๆ แล้วหน้าที่ของตู้กันชื้นคือการรักษาความชื้นสัมพัทธ์ให้เหมาะสม โดยส่วนใหญ่ตู้กันชื้นจะมีอุปกณ์เพื่อตรวจจับการเปลี่ยนแปลง และควบคุมให้ความชื้นให้คงที่ตามที่ต้องการ และมีระบบปรับอัตโนมัติที่ขจัดความชื้นในอากาศ

    Dry-cabinet-14

    Dry-cabinet-15

    Dry-cabinet-control
    ความจำเป็นที่ต้องมีตู้กันชื้นไว้ใช้งาน
    สภาพภูมิอากาศที่ร้อนชื้น มีความชื้นในบรรยากาศสูง เช่น มีฝนตกชุก อยู่ริมแหล่งน้ำ ริมทะเล บนเกาะ การวางกล้องและเลนส์ไว้โดยไม่ใช้งาน ถึงแม้จะวางในที่ที่มีลมพัดถ่ายเทก็ตาม ก็ยังคงมีความเสี่ยงสูงที่จะต้องเจอปัญหาเรื่องเชื้อรา ซึ่งเมื่อเกิดปัญหาแล้ว การแก้ไขไม่ใช้เรื่องง่ายเลยที่จะกำจัดเชื้อรา และยังคงมีโอกาสที่เชื้อราจะกลับมาเจริญเติบโตได้อีก ซึ่งการป้องกันที่จะไม่ให้กล้องเป็นแหล่งเพาะเชื้อราและลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น ตู้กันชื้นจึงเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นที่จะต้องหามาใช้งานนั่นเองครับ

  • 3 เหตุผลที่ควรมีตู้กันชื้นไว้สำหรับเก็บกล้องและอุปกรณ์

    3 เหตุผลที่ควรมีตู้กันชื้นไว้สำหรับเก็บกล้องและอุปกรณ์

    ความชื้นถือว่าเป็นศัตรูตัวสำคัญของอุปกรณ์กล้อง เพราะความชื้นที่มีอยู่ในบรรยากาศ เป็นตัวเร่งที่ทำให้เกิดจากเจริญเติบโตของเชื้อรา ทั้งบนตัวบอดี้ แผงวงจร ตัวเลนส์ และกระจกเลนส์ ซึ่งอุปกณ์แต่ละอย่างเป็นอุปกรณ์ที่มีการลงทุนสูง ซึ่งเมื่อเกิดปัญหาแล้ว ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะกำจัดเชื้อรา และยังต้องเสียเงินซ่อม ทั้งยังเสี่ยงต่อความเสียหายที่จะเกิดขึนกับอุปกณ์ โดยอาจจะใช้งานได้ไม่สมบูรณ์ดังเดิมอีกด้วย สำหรับมือใหม่แล้ว อุปกรณ์ที่ควรจะอยู่ในลิสต์ “ของที่ต้องมี” อย่างหนึ่งก็คือตู้กันชื้นนั่นเอง

    Dry-cabinet-11

    1. ป้องกันเชื้อรา ชะลอการเจริญเติบโตของเชื้อรา
    เชื้อราไม่เพียงแต่ทำความสะอาดกำจัดออกได้ยากเท่านั้น มันสามารถสร้างความเสียหายให้กับกล้องทั้งภายนอกและภายในรวมไปถึงเลนส์เนื่องจากเชื้อราจะเจริญเติบโตได้ดี ในที่ที่มีความชื้น และความทึบแสง เมื่อกล้องถูกจัดเก็บรักษาอย่างไม่เหมาะสม หรือเก็บกล้องไว้เป็นเวลานานเชื้อราก็พร้อมที่จะเจริญเติบโตได้ทุกเมื่อซึ่งความละเอียดอ่อนและความซับซ้อนของกล้องและเลนส์ ทำให้เชื้อราเติบโตเข้าไประหว่างและใต้เลนส์ บนกระจกเลนส์ได้ง่าย รวดเร็วและสามารถกระจายตัวไปยังอุปกรณ์อื่น ๆ ได้อีกด้วย

    Dry-cabinet_17

    ซึ่งตู้กันชื้นจะช่วยจัดเก็บอุปกรณ์กล้องให้อยู่ในความชื้นที่เหมาะสม ไม่กระตุ้นให้เกิดการเจริญเติบโตของเชื้อรา และยังช่วยชะลอการเจริญเติบโต ไม่ให้แพร่กระจายไปยังอุปกรณ์อื่นได้อย่างรวดเร็ว

    Dry-cabinet_27
    2. ช่วยรักษาอุปกรณ์เพื่อให้ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ลดความเสียหาย ไม่ต้องซื้อใหม่
     การป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา เป็นวิธีการเก็บรักษาที่มีประสิทธิภาพ การป้องกันความชื้นเพื่อไม่ให้เกิดเชื้อรา และเชื้อราไม่สร้างความเสียหายให้อุปกรณ์ ก็ช่วยให้อุปกรณ์กล้องได้ใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพ กล้องและเลนส์ยังคงถ่ายภาพได้ชัดเจน กระจกเลนส์ยังคงใสและใช้งานได้ดีอยู่เสมอ หยิบขึ้นมาใช้เมื่อไหร่ ก็มั่นใจได้ว่าจะไม่เจอเชื้อรา บนที่จับหรือกระจกเลนส์ ทั้งป้องกันและลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ไม่ต้องเปลืองเงินถ้าจะต้องส่งซ่อม หรือซื้อใหม่

    Dry-cabinet_22

    มือใหม่หลายคนที่เลือกที่จะเก็บกล้องในกระเป๋ากล้อง แล้วใส่ไว้ในลิ้นชัก ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงสูงที่เมื่อเปิดกระเป๋าออกมาแล้วจะเจอกับเชื้อรา เพราะอยู่ในที่ที่มีทั้งความมืด อับและยังชื้นอีกด้วย หรือมือใหม่บางคนอาจจะเลือกที่จะวางบนตู้ที่มีลมพัด ถ่ายเทอากาศได้ดี แต่ถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิฉับพลัน หนาว ร้อน ชื้น ฝนตก กล้องก็ยังคงมีโอกาสที่จะติดเชื้อราได้ ทั้งการวางบนชั้นวางของในที่โล่ง ก็ยังต้องมีปัญหาเรื่องฝุ่นด้วย ซึ่งนอกจากตู้กันชื้น จะควบคุมความชื้นให้อยู่ในค่าที่เหมาะสมแล้ว ยังช่วยป้องกันฝุ่นจับกล้องได้อีกจึงเป็นการเก็บรักษาอุปกรณ์กล้องอย่างถูกวิธีและช่วยยืดอายุการใช้งานให้นานขึ้น